แบงก์ธนชาตผู้นำธุรกิจลีสซิ่ง ปิดฉากแคมเปญดอกเบี้ยกู้ซื้อรถใหม่ที่ต่ำกว่า 2% แล้ว ขณะนี้นำร่องขยับขึ้น 0.20% เผยแคมเปญใหม่ดอกเบี้ยกู้เด้งขึ้นมาอยู่ที่ 2.19% มีผล 2 ก.ค.นี้ พร้อมรับมือการทำสัญญากู้รถแบบลดต้นลดดอก ตามกฏหมายใหม่ที่มีผลบังคับใช้แล้ว เผยขณะนี้พัฒนาระบบ O to O ขอสินเชื่อผ่านออนไลน ติดต่อกลับใน 2 ชั่วโมง มั่นใจสินเชื่อเช่าซื้อโตเกินเป้า
นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจตลาดเช่าซื้อรถ (ลีสซิ่ง) เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารได้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยกู้สำหรับซื้อรถใหม่สำหรับแคมเปญดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า 2% ขยับขึ้นมาอีก 0.20% ทำให้อัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อรถใหม่ที่ทำแคมเปญกับค่ายรถต่างๆ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ขั้นต่ำ 2.19% ซึ่งมีผลตั้งแต่ 2 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป
สำหรับในส่วนของอัตราดอกเบี้ยกู้รถโดยปกติ ยังไม่ได้มีการปรับขึ้นแต่อย่างไร โดยอัตราดอกเบี้ยกู้โดยทั่วไปมีตั้งแต่ 2.5-3.5% ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทรถและอายุการกู้ แต่อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้าก็มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นเช่นกัน
“เราเป็นการปรับขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของธนาคาร ซึ่งถือว่าเป็นการบริหารด้านต้นทุนดอกเบี้ย ตามทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น” นายประพันธ์กล่าว
ส่วนการเริ่มใช้กฏหมายใหม่ของ สคบ.ที่มีผลตั้งแต่วันที่1 ก.ค.นี้ ทางบริษัทได้มีการดำเนินการปรับกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องแล้ว คือ มีการปรับการทำสัญญาเรื่องอัตราดอกเบี้ยกู้แบบลดเงินลดดอกเบี้ย แทนการทำสัญญาเดิมที่คำนวณแบบคงที่ รวมถึงจะต้องแสดงอัตราดอกเบี้ยกู้เฉลี่ยให้เห็นชัดเจนในสัญญาที่ทำด้วย และจะมีการทำตารางแยกให้เห็นในแต่ละงวด ว่าเงินต้นลดเท่าไหร่ ดอกเบี้ยจ่ายเท่าไหร่ ในส่วนของการคิดอัตราดอกเบี้ยปรับเมื่อผิดนัดชำระ จะปรับมาอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยในสัญญา บวกเพิ่ม 3% แต่จะไม่เกิน 15% นอกจากนี้มีเรื่องรายละเอียดการคิดค่าธรรมเนียมต่างๆ และสุดท้ายเรื่องการแจ้งผู้กู้และผู้ค้ำประกันให้ทราบ กรณีรถที่ถูกยึด จะถูกนำขายทอดตลาดนั้น ทางผู้กู้และผู้ค้ำประกันมีสิทธิที่จะมาไถ่ถอนได้ภายในเวลา 22 วัน
ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ สคบ.ได้ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2561 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 1 ก.ค. 2561 วัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่เช่าซื้อรถ จากที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อค่อนข้างเอารัดเอาเปรียบ อย่างไรก็ตาม ประกาศฉบับใหม่ที่ปรับแก้ไขจาก 2 ฉบับเดิม ปี 2555 และ 2558
สำหรับภาพรวมของตลาดรถยนต์ในปี 2561 มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากปีที่แล้ว สำหรับตลาดรถยนต์ใหม่ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ โตขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงคาดว่าครึ่งปีหลังจะโตขึ้นอีก ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2561 ตลาดรถยนต์ใหม่น่าจะโตมากกว่าปี 2560 ประมาณ 10% หรือประมาณการที่ 9.5 แสน – 1 ล้านคัน เติบโตจากปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 870,000 คัน ส่วนตลาดรถยนต์เก่ายังคงเติบโตเทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา
สำหรับผลการดำเนินงาน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 ธนาคารธนชาตมียอดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์แล้ว 380,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9% จากปีที่แล้ว เทียบกันปีต่อปี โดย 70% เป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ 20% เป็นสินเชื่อรถยนต์มือสอง ที่เหลือ 10% เป็นสินเชื่อรถแลกเงิน
นายประพันธ์กล่าวว่า ส่วนปีนี้ธนาคารมุ่งเน้นศึกษาพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการบริการที่สะดวก รวดเร็วและไม่ซับซ้อน ธนาคารได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการสมัครสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยนำระบบ “O to O” หรือ Online to Offline มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ โดยเน้นบริการผ่านช่องทางดิจิทัลด้วยโมบายแอปพลิเคชั่น Thanachart Connect ให้ลูกค้าสมัครขอสินเชื่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะได้รับการติดต่อกลับจากเจ้าหน้าที่เช่าซื้อรถยนต์ภายใน 2 ชั่วโมง ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ของธนาคารสามารถทำนัดเข้าพบลูกค้าเพื่ออธิบายข้อมูลและบริการแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และครอบคลุมทั่วประเทศอีกด้วย
“ธนาคารได้เริ่มทดลองใช้งานระบบ “O to O” เมื่อ 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี จึงมั่นใจว่าปีนี้ เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ของธนาคารน่าจะเกินกว่าที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ ธนาคารยังเชื่อว่า แม้คนไทยจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสอดรับกับเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างดี แต่การได้พูดคุย ซักถาม ตลอดจนการปฏิสัมพันธ์ซึ่งหน้าในการให้บริการหลังการขายยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความสบายใจให้กับผู้ใช้บริการเพราะเป็นพื้นฐานหลักในการทำความรู้จักกัน ทั้งเขาและเรา” นายประพันธ์กล่าว
ด้านนายธีรชาติ จิรจรัสพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารผลิตภัณฑ์และการตลาดสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารธนชาต และรองประธานสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย กล่าวว่า ส่วนของกฏหมายใหม่ของสคบ. ว่าด้วยสัญญาดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงวิธีคำนวณอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อ แต่กำหนดให้ผู้ให้เช่าซื้อหรือสถาบันการเงินระบุอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจนว่าเป็นแบบคงที่ หรือแบบลดต้นลดดอก และแจ้ง
รายละเอียดให้ผู้เช่าซื้อรับทราบข้อมูลให้ชัดเจน สำหรับเนื้อหาประกาศที่มีการเพิ่มเติม เป็นการกำหนดความคุ้มครองหลายๆ ด้านเพิ่มเติม เช่น การเปิดเผยตารางการชำระค่างวด อัตราค่าบริการต่างๆ ที่สามารถเรียกเก็บได้ การคิดอัตราดอกเบี้ยปรับกรณีชำระล่าช้า ที่มีการเปลี่ยนแปลงคือ ดอกเบี้ยค่าปรับกรณีผิดนัดชำระค่างวด ให้คิดบนอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเช่าซื้อที่แปลงเป็น effective rate บวก 3% โดยต้องไม่เกิน 15% ต่อปี ต่างจากประกาศฉบับก่อนหน้าที่กำหนดไม่เกิน MRR+10% หรือประมาณ 16-17% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยและสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเช่าซื้อมีการเตรียมความพร้อมด้านระบบและการปฏิบัติงานในเรื่องนี้แล้ว