Skip to content

บอร์ด สปสช. หนุนใช้ AI อ่านฟิล์มเอกซเรย์ นำร่อง รพ.รัฐ 167 แห่ง

10 ก.ค. 2568 | 15:27น.
บอร์ด สปสช. หนุนใช้ AI อ่านฟิล์มเอกซเรย์ นำร่อง รพ.รัฐ 167 แห่ง

บอร์ด สปสช.หนุนใช้ AI ช่วยอ่าน ‘ฟิล์มเอกซเรย์’ ยกระดับบัตรทอง นำร่องโรงพยาบาลรัฐ 167 แห่ง ลดภาระแพทย์-เพิ่มโอกาสรักษา

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบให้ “บริการอ่านภาพรังสีทรวงอก (chest x-ray) ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)” เป็นสิทธิประโยชน์บริการการแพทย์ขั้นสูงสุดในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)

สมศักดิ์ เทพสุทิน
สมศักดิ์ เทพสุทิน

และสนับสนุนให้เกิดการใช้นวัตกรรมดังกล่าวจากบัญชีนวัตกรรมไทยในโรงพยาบาลภาครัฐจำนวน 167 แห่ง ในวงเงินไม่เกินจำนวน 55 ล้านบาท ของปีงบประมาณ 2568 และให้ดำเนินการขยายบริการตามศักยภาพในปีถัด ๆ ไป โดยการเลือกโรงพยาบาล 167 แห่งแรก ในการให้บริการจะใช้กลไกการมีส่วนร่วมจาก สธ., คณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล, ราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย และหน่วยงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ที่มาของสิทธิประโยชน์บริการนี้ สืบเนื่องจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ บริษัท เพอเซ็ปทรา จำกัด (Perceptra) พัฒนานวัตกรรมการวิเคราะห์ภาพรังสีทรวงอกด้วยปัญญาประดิษฐ์ และได้รับการรับรองจากราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และ Singapore FDA ตลอดจนขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ในบัญชีนวัตกรรมไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2566

ซึ่งต่อมาได้ทำข้อเสนอไปยัง สปสช. ให้สนับสนุนการใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ดังกล่าวในโรงพยาบาลจำนวน 887 แห่ง ไม่รวมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

“ทั้งนี้ การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายอย่างครอบคลุมภายใน 3 ปีคือ 1.ระยะแรก ปีงบประมาณ 2568 สปสช. สนับสนุนบริการในโรงพยาบาล 167 แห่ง ใช้งบประมาณ 55 ล้านบาทต่อปี

2.ระยะที่ 2 ปีงบประมาณ 2569 สนับสนุนบริการในโรงพยาบาล 445 แห่ง ใช้งบประมาณ 135 ล้านบาทต่อปี

และ 3.ระยะที่ 3 ปีงบประมาณ 2570 สนับสนุนบริการในโรงพยาบาล 887 แห่ง ใช้งบประมาณ 225 ล้านบาทต่อปี”

นายสมศักดิ์กล่าว และว่าบริการนี้จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงการรักษาโรคที่เป็นปัญหาสุขภาพ โดยเฉพาะวัณโรคและมะเร็งปอด รวมถึงลดภาระงานการอ่านภาพรังสีทรวงอกของแพทย์ ทั้งในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่ขาดผู้เชี่ยวชาญ และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีภาระงานจำนวนมาก ทั้งยังเป็นการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาในประเทศไทยที่มีมาตรฐานสากลด้วย

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า หลังจากนี้ สปสช.จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำภาพถ่ายรังสีทรวงอกมาทบทวนย้อนหลัง 5 ปี เพื่อค้นหาผู้ป่วยเดิมที่อาจจะยังไม่ได้รับการรักษาจากผลการวินิจฉัยในขณะนั้น และนำผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาล รวมถึงวิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบ

นอกจากนี้ สปสช.จะร่วมกับหน่วยวิชาการที่เกี่ยวข้องถอดบทเรียนการดำเนินงาน ผลลัพธ์ และประสบการณ์ของการให้บริการในปีแรก เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการในปีที่ 2 ตลอดจนพิจารณาด้านภาระงบประมาณ อีกทั้งจะจัดทำประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายค่าบริการ และกำหนดพื้นที่เป้าหมายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองวัณโรค กรมควบคุมโรค, สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์, ราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพ (Service Plan) สาขาต่าง ๆ ของกระทรวงสาธารณสุข ฯลฯ

“เมื่อมีการใช้ AI มาช่วยหมออ่านภาพเอกซเรย์แล้ว เชื่อว่าจะช่วยให้สามารถพบและนำผู้ป่วยวัณโรคเข้าสู่กระบวนการรักษาได้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรค ซึ่งเป็นอีกปัญหาสำคัญด้านสาธารณสุขของไทยมาอย่างยาวนาน” นพ.จเด็จกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AI (เอไอ) บอร์ด สปสช.