Skip to content

ปั้น Festival Economy สร้าง ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ดึงนักท่องเที่ยว

16 ก.ค. 2568 | 20:57น.
ปั้น Festival Economy สร้าง ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ดึงนักท่องเที่ยว

ปิดฉากไปอย่างคึกคักสำหรับงาน “SPLASH-Soft Power Forum 2025” ที่จัดขึ้นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นงานที่ผลักดัน Soft Power ของไทยให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้และโอกาสทางการค้าสู่ตลาดโลก

รวมถึงส่งเสริมอัตลักษณ์ผ่าน 14 สาขาต่อสายตาชาวโลก อาทิ อาหาร ดนตรี ภาพยนตร์ มวยไทย แฟชั่น การออกแบบ การท่องเที่ยว นวัตกรรมสร้างสรรค์ ฯลฯ และนับเป็นเวทีระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดงานหนึ่งของไทย

โดยในภาคส่วนของเทศกาล (Festival) กีฬา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และมวยไทยนั้น แก่นหลักที่ถูกพูดถึงคือ “Festival Economy” หรือเศรษฐกิจจากเทศกาล ซึ่งหลายประเทศกำลังใช้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดัน Soft Power ของตนเอง

ไม่ใช่แค่นำโชว์ต่างชาติมาโชว์

“พงศ์สิริ เหตระกูล” ผู้ก่อตั้งเทศกาล Awakening Bangkok และผู้เชี่ยวชาญด้านเทศกาลสร้างสรรค์ของไทย บอกว่าหากประเทศไทยต้องการเป็น “Festival Nation” จริง ๆ ต้องเริ่มต้นจาก “Vision” ที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่การนำโชว์ดังจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อเรียกกระแสระยะสั้น

“คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าจะจัดโชว์อะไร แต่ต้องถามว่าทำไมคนต้องมาเมืองไทย ประเทศอื่นก็มีงานคล้ายกัน ญี่ปุ่นก็มี ไต้หวันก็มี สิงคโปร์ก็มี ถ้าเรายังไม่มีความยูนีคของตัวเอง ต่อให้มีเงินแค่ไหนก็ไม่ชนะใจตลาดโลก”

และบอกว่า การดึงศิลปินต่างชาติชื่อดัง เช่น Taylor Swift มาแสดงที่ไทย แม้จะสร้างกระแสได้ แต่หากโครงสร้างของงานไม่ได้เกิดจากอุตสาหกรรมไทย หรือไม่มีเจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศ สุดท้ายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็จะกลับไปอยู่ในมือของผู้จัดต่างชาติ

“ถ้าเรายังไม่มี Taylor Swift ของตัวเอง ก็แปลว่าเรายังไม่สามารถผลิตสิ่งที่คนทั้งโลกอยากบินมาหาได้”

ชูจุดแข็ง Influencer Culture

พร้อมย้ำว่า หนึ่งใน Soft Power ที่ไทยมีและหลายประเทศไม่มีคือ “วัฒนธรรมอินฟลูเอนเซอร์” โดยเฉพาะพฤติกรรมคนไทยที่รักการปรากฏตัวบนโซเชียลมีเดีย เช่น เทศกาล Awakening Bangkok ซึ่งมีผู้คนจำนวนมากมาร่วมงานและถ่ายภาพ “ตัวเองกับงาน” มากกว่าตัวงาน

“ต่างประเทศถ่ายรูปโชว์งาน เราถ่ายตัวเองกับงาน ที่สำคัญคือ ถ่ายเยอะมาก ลงไปนอนถ่ายกับป้ายบอกทางยังมี เราคือประเทศที่ Influencer Culture เข้มข้นที่สุดในโลก”

โดยเสนอให้ประเทศไทยใช้พลังของ “Mass Influencer” ในประเทศให้กลายเป็นเครื่องมือดันเทศกาลไทยสู่ระดับโลก โดยไม่จำเป็นต้องใช้การ “จ้างโพสต์” แต่ต้องออกแบบเทศกาลให้เป็น “Instagrammable Experience” ที่ Influencer อยากมาเอง

Festival Economy

เทศกาล Soft Power ทรงพลัง

“กอบเกียรติ แสงวณิชย์” ผู้จัดงาน Amazing Thailand Marathon Bangkok และ IRONMAN 70.3 Bangsaen บอกว่า กิจกรรมกีฬา เช่น วิ่งและไตรกีฬา ได้กลายเป็นหนึ่งใน “เทศกาล” ที่ทรงพลังที่สุดของ Soft Power ไทย สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมสร้างการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก

พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมมากสำหรับการจัด Festival ด้านกีฬา ทั้งในแง่ทรัพยากร วัฒนธรรม ระบบบริการ และศักยภาพของคนไทย สิ่งที่ยังขาดคือ “โครงสร้าง” และ “ความเชื่อมั่น” ที่จะผลักดันเทศกาลของคนไทยเองให้ไปไกลระดับโลก

“Soft Power ไม่ใช่แค่เรื่องโชว์หรือการตลาด แต่มันคือเรื่องของการสร้างคุณค่าให้กับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งคนไทย เทศกาลไทย และความคิดสร้างสรรค์ของเราเอง ประเทศไทยอาจไม่ต้องรอให้มี Taylor Swift ของตัวเอง แต่อาจเริ่มต้นจากการมีเทศกาลไทยที่คนทั้งโลกอยากมา และการเป็น Influencer Nation ที่ส่งออกพลังสร้างสรรค์ผ่านคนธรรมดาที่กลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญบนเวทีโลก”

หากรัฐเห็นคุณค่าและลงทุนอย่างต่อเนื่อง เทศกาลไทยอาจไม่ใช่เพียงงานประจำปี แต่จะกลายเป็นเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศได้อย่างแท้จริง

“งานที่ผมจัดมีนักวิ่งเกือบ 50,000 คน ยังไม่รวมผู้ติดตามแต่ละคน คนหนึ่งมาใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 10 เท่า เงินกระจายไปถึงที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้าท้องถิ่น”

“กอบเกียรติ” บอกด้วยว่า เทศกาลเหล่านี้ต้องการ Commitment ระยะยาวจากภาครัฐ เช่น สนับสนุนต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี ไม่ใช่ปีต่อปี หากต้องการให้เกิดผลทางเศรษฐกิจและชื่อเสียงอย่างแท้จริง

มวยราชดำเนิน เดสติเนชั่นโลก

ด้าน “เธียรชัย พิสิฐวุฒินันท์” ผู้บริหารเวทีมวยราชดำเนิน มองว่าวันนี้เวทีมวยไทยราชดำเนินเป็นสนามมวยระดับตำนานของไทย และเป็นเดสติเนชั่นระดับโลก ภายใต้แนวคิด “Sport+Culture+Entertainment” ที่สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ชมมวยจากทั่วโลก

“จากเดิมกลุ่มผู้เข้าชมเรามีแต่เซียนมวย วันนี้ 80-90% ของผู้ชมเป็นชาวต่างชาติ และส่วนใหญ่คือครอบครัวที่พาลูกหลานมาดูมวยไทย”

สเต็ปต่อไปของเวทีมวยแห่งนี้คือ ผลักดันให้เป็น “ไอเฟลทาวเวอร์ของกรุงเทพฯ” พร้อมพัฒนา Rajadamnern World Series สู่การเป็น “NBA ของมวยไทย” ที่มีถ่ายทอดไปกว่า 200 ประเทศทั่วโลก

ขณะเดียวกันยังกลายเป็นจุดหมายของเหล่าเซเลบระดับโลก ทั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส แจ็ก หม่า, เจมส์ ฟรังโก้ รวมถึงนักเตะจากสโมสรดัง

Festival Economy

ชงทางปั้น Festival Economy

ผู้ก่อตั้งเทศกาล Awakening Bangkok และผู้เชี่ยวชาญด้านเทศกาลสร้างสรรค์ของไทย ได้เสนอ 3 แนวทางหลักในการสร้างเศรษฐกิจจากเทศกาล (Festival) ของประเทศไทยให้เกิดขึ้นจริงอย่างยั่งยืน ประกอบด้อย 1.เปลี่ยนบทบาทรัฐ จาก “ผู้จัดเอง” เป็น “ผู้สนับสนุน” โดยให้เอกชนสร้างงานของตนเอง พร้อมงบฯระยะยาว

2.ออกแบบเมืองเพื่อเทศกาล โดยพัฒนาอินฟราสตรักเจอร์ ระบบขนส่ง สถานที่ และกฎหมายที่อำนวย และ 3.สร้างแบรนด์เทศกาลไทย สนับสนุนทรัพย์สินทางปัญญาไทย ตั้งแต่การผลิตจนถึงการจัดแสดง

โดยย้ำว่า หากรัฐยังเน้นสนับสนุนเฉพาะงานนำเข้า การใช้จ่ายก็จะหลุดออกนอกประเทศโดยที่ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมของตัวเอง แต่หากสนับสนุนให้เอกชนเป็นผู้สร้างสรรค์งาน ประเทศก็จะได้ Soft Power ที่ทรงพลัง สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้เช่นกัน