Skip to content

ศักยภาพหมูสหรัฐ VS หมูไทย ทำไมเนื้อหมูนำเข้าถึงราคาถูกกว่าไทย ?

16 ก.ค. 2568 | 15:02น.
ศักยภาพหมูสหรัฐ VS หมูไทย ทำไมเนื้อหมูนำเข้าถึงราคาถูกกว่าไทย ?

เทียบฟอร์มหมูสหรัฐกับหมูไทย ท่ามกลางการหาทางออกเจรจาภาษีทรัมป์ พร้อมตอบข้อสงสัย ทำไมเนื้อหมูสหรัฐที่อาจนำเข้าถึงราคาถูกกว่าไทย

การหาทางออกของทีมไทยแลนด์เพื่อเจรจาภาษีสหรัฐกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สำเร็จลุล่วง ยังคงเป็นที่จับตา หลังจากประเทศเพื่อนบ้านเริ่มได้ข้อตกลงกันเรื่อย ๆ หนึ่งทางออกที่เป็นกระแสทั้งจากฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภค คือ การยอม “นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ” ที่ได้รับการกดดันจากผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) แลกกับข้อตกลงทางภาษี

ขณะที่สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้ส่งหนังสือและเตือนรัฐบาลไม่ให้ยอมรับข้อเสนอนี้ เนื่องจากกังวลว่า ข้อตกลงนี้จะนำไปสู่ความเสียหายรุนแรงต่อภาคเกษตรกรรมไทย ทั้งเกษตรกรเลี้ยงหมู เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์ และราคาเนื้อหมู

ท่ามกลางข้อเรียกร้อง สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยของสังคม “ทำไมหมูที่นำเข้าจากสหรัฐถึงมีราคาถูกกว่าหมูไทยที่ผลิตในประเทศ” ข้อมูลจาก Kreseach ระบุว่า หมูสหรัฐมีความโดดเด่นในด้านการผลิตระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่งออกอันดับ 1 ของโลก คิดเป็น 3.2 ล้านตัน หรือ 31% ของปริมาณการส่งออกหมูทั่วโลก ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าไทย 

ด้วยศักยภาพนี้ทำให้หมูสหรัฐมีต้นทุนการผลิตต่ำ ทำให้ขายได้ในราคาต่ำ โดยในช่วงปี 2563-2567 ราคาขายหมูสหรัฐเฉลี่ยที่ 1.7 ดอลลาร์สรัฐต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาขายหมูไทยเฉลี่ยที่ 2.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม

เมื่อเทียบฟอร์มความต่างของหมูทั้งสองประเทศได้ ดังนี้

สหรัฐอเมริกา

  • ผู้ผลิตมากเป็นอันดับ 3 ของโลก (12.6 ล้านตัน หรือ 11% ของผลผลิตหมูทั่วโลก)
  • ผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก (3.2 ล้านตัน หรือ 31% ของปริมาณการส่งออกหมูทั่วโลก)
  • ฟาร์มขนาดใหญ่ เลี้ยงหมูได้มากกว่า 5,000 ตัวต่อฟาร์ม และส่วนใหญ่เป็น Factory Farm
  • ผลผลิตกว่า 90% มาจากฟาร์มขนาดใหญ่
  • มีผลผลิตอาหารหมูอย่างข้าวโพด และถั่วเหลืองที่ราคาถูก เนื่องจากสหรัฐเป็นแหล่งผลิตหลัก
  • ราคา 1.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 56.89 บาท (ข้อมูลในปี 2567)
  • ราคาเนื้อหมูถูกจากการมี Economy of Scale หมายถึง สภาวะที่ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วยของการผลิตลดลงเมื่อปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น

ไทย

  • ผลิตเนื้อหมูได้น้อยกว่าสหรัฐราว 8 เท่า
  • ส่งออกน้อยมาก เนื่องจากมีการบริโภคในประเทศเป็นหลัก
  • ฟาร์มขนาดเล็ก จำนวนหมูน้อยกว่า 500 ตัวต่อฟาร์ม
  • เนื้อหมู 75% มาจากฟาร์มขนาดกลางและขนาดใหญ่
  • อาหารเลี้ยงหมูต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
  • ราคาเนื้อหมู 1.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 63.39 บาท (ข้อมูลในปี 2567)
  • ต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากเนื้อหมูส่วนใหญ่มากจากฟาร์มขนาดเล็ก

ผลกระทบต่อไทย

ซึ่งหากมีการนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในราคาถูกจากสหรัฐเข้ามายังไทย จะกระทบต่ออุตสาหกรรมหมูไทยที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) เป็นหลัก ซึ่งแต่ละผู้เล่นต่างมีความเชื่อมโยงและจะกระทบต่อเนื่องกันเป็น Domino Effect ดังนี้ 

  1. เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู จำนวน 1.49 แสนราย ที่เกือบทั้งหมดเป็นรายย่อยกว่า 97% จะได้รับผลกระทบโดยตรงให้ว่างงานและขาดรายได้ ซ้ำเติมเดิมที่ผู้เลี้ยงลดลงไปแล้วกว่า 21% ในช่วงปี 2564-2567 จากภาวะขาดทุนสะสมจนต้องเลิกกิจการไป  
  2. เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ อย่างรำสด ข้าวโพด ปลายข้าว (วัตถุดิบหลักในประเทศที่ใช้เลี้ยงหมู) รวมราว 5 ล้านครัวเรือน จะมีผลผลิตเหลือ และกดดันราคาให้ตกต่ำ กระทบรายได้เกษตรกรกลุ่มนี้ให้ลดลง
  3. โรงชำแหละ อาจถูกตัดวงจรขั้นตอนนี้ไป จนต้องเลิกกิจการในที่สุด
  4. เขียงหมู ถูกกดดันรายได้บางส่วนจากเนื้อหมูและเครื่องในหมูสหรัฐที่ทำการแยกชิ้นส่วนสำเร็จพร้อมบริโภคมาบ้างแล้ว
  5. มูลค่าตลาดเนื้อหมูไทยคาดสูญเสียเบื้องต้นราว 112,330 ล้านบาท ในกรณีที่ไทยเปิดตลาดให้เนื้อหมูสหรัฐเข้ามาอย่างเสรี 100% ทั้งนี้ การประเมินดังกล่าวยังไม่นับรวมความสูญเสียในกรณีที่ไทยนำเข้าเครื่องในหมูด้วย
  6. ผู้บริโภคและร้านอาหาร แม้จะสามารถซื้อเนื้อหมูและเครื่องในหมูสหรัฐได้ในราคาถูก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตอาหารได้ แต่ในระยะยาว “สารเร่งเนื้อแดง” ในหมูสหรัฐจะทำให้ผู้บริโภคอาจเกิดอาการข้างเคียงต่อสุขภาพได้หลากหลาย