Skip to content

“อมรเทพ” มองไทยลดภาษีสหรัฐ 0% ช่วยพยุงส่งออก-ลดการสวมสิทธิ

18 ก.ค. 2568 | 11:44น.
“อมรเทพ” มองไทยลดภาษีสหรัฐ 0% ช่วยพยุงส่งออก-ลดการสวมสิทธิ

“อมรเทพ จาวะลา” ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองไทยลดภาษีนำเข้าสหรัฐเหลือ 0% สินค้าส่วนใหญ่-วางแผนเกินดุลสหรัฐ กรณีเหลือภาษีเพียง 25% เชื่อส่งออกหดตัวน้อยกว่าคาด-ลดการสวมสิทธิ-ลงทุนต่างชาติเพิ่ม แนะใช้นโยบายการคลัง-การเงินแม่นยำ เร่งพัฒนาห่วงโซ่การผลิตในประเทศ-ปรับต้นทุนธุรกิจให้แข่งขันได้ เปิดโอกาสให้ไทยรอดได้พร้อมเพื่อนบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก “อมรเทพ จาวะลา” ระบุว่า ลองจินตนาการว่า หากไทยบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐได้ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยไทยลดอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐลงเหลือ 0% ในสินค้าส่วนใหญ่ แม้ไม่ใช่ทุกรายการเหมือนที่เวียดนามและอินโดนีเซียให้สหรัฐ

และไทยน่าเจรจานำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น และวางแผนระยะยาวในการลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ พร้อมเปิดตลาดภาคบริการและการลงทุนให้บริษัทสัญชาติอเมริกันมากขึ้น จนภาษีนำเข้าที่สหรัฐจัดเก็บกับไทยเหลือเพียง 25% ลดลงจาก 36% แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

โอกาสของไทยภายใต้ภาษีสหรัฐที่ต่ำลงเทียบเคียงเพื่อนบ้าน

1.ส่งออกไทยหดตัวน้อยกว่าคาด

ไทยน่าได้เปรียบจากอัตราภาษีที่ต่ำลงจนใกล้เคียงกับเพื่อนบ้าน ทำให้สินค้าไทย “พอจะแข่งขันได้มากขึ้น”

สินค้าที่พอจะแข่งขันได้ : อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ยางรถยนต์ อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ

แต่ถึงอย่างไร การเติบโตด้านส่งออกของไทยน่าจะหดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะสหรัฐจะลดการนำเข้าโดยรวม (จากการเร่งสต๊อกล่วงหน้า+เศรษฐกิจชะลอจากเงินเฟ้อที่จะขยับขึ้น) ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิตของไทยชะลอ การจ้างงาน ชั่วโมงการทำงานและการบริโภคเสี่ยงขยายตัวต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี แต่ข่าวดีคือ ยังน่าพอประคองตัวได้ ไม่หดตัวเช่นกรณีถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูง

2.ลดความเสี่ยงจากการ “สวมสิทธิ” ส่งออก

ภาษีสหรัฐที่เข้มงวดทำให้ transshipment (การลักลอบใช้สิทธิไทย) ลดลง แต่ไทยต้องระวัง สินค้าที่มี import content สูง อาจถูกมองว่าไม่ได้ผลิตจริงในไทย

ทางแก้ : เร่งสร้างฐานการผลิตในสินค้าสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง เน้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พวกเซมิคอนดักเตอร์

3.การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) อาจเพิ่ม

นักลงทุนย้ายฐานจากจีน มาสู่ไทย ไม่ต้องแย่งเวียดนาม อินโดนีเซียมากนัก

สินค้าเป้าหมาย : กลุ่มที่ถูกเก็บภาษีพอ ๆ กันและเน้นตลาดส่งออกไปสหรัฐ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, แบตเตอรี่, ชิ้นส่วนยานยนต์ ฯลฯ

อย่าลืมว่าผู้ประกอบการไทยจะได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงจากอัตราภาษีที่ไทยเก็บจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐที่ลดลง เช่น ยาและเวชภัณท์ ผลิตภัณท์อาหารและอาหารสัตว์ ข้าวโพด ถั่วเหลือง และอื่น ๆ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มนี้

ข้อควรระวัง ไทยยังเสียเปรียบด้านโครงสร้างต้นทุน เช่น ค่าแรงสูง ค่าไฟแพง กฎระเบียบซ้ำซ้อน พยายามสร้างจุดขายพวก ESG พลังงานทดแทน

4.นโยบายการคลังควรเน้นประคองเศรษฐกิจ

ช่วยภาคที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าสูง เช่น ภาคเกษตรบางกลุ่ม อุตสาหกรรมที่ไทยลดภาษีนำเข้า อาจต้องมีมาตรการเยียวยาแรงงาน​ หรือกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

5.นโยบายการเงินยังผ่อนคลายได้

เงินเฟ้อต่ำ เปิดทางให้ดอกเบี้ยลดต่ำต่อไปได้

เศรษฐกิจโตช้า เพิ่มสภาพคล่อง เร่งการปล่อยสินเชื่อ

ภาคท่องเที่ยวยังอ่อนแรง เสริมความจำเป็นต้องกระตุ้นต่อ

6.บาทอาจแข็งค่าจากความเชื่อมั่น

นักลงทุนมองว่าไทย “เสี่ยงต่ำ” กว่าเวียดนาม อินโดฯ

ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าตลาดทุนไทยมากขึ้น

แต่ต้องคุมไม่ให้บาทแข็งเกินไป กระทบผู้ส่งออก

  1. GDP ไทยรอดภาวะถดถอยทางเทคนิค

แม้เศรษฐกิจไม่หดตัวแรง แต่การเติบโตยังต่ำในมุมไตรมาสต่อไตรมาสความหวังอยู่ที่ : ครึ่งหลังของปีหน้า (H2/2569) หากส่งออก-ลงทุนฟื้น และการบริโภคภายในประเทศกลับมาแข็งแรง

บทสรุป

แม้จะไม่ได้บูมเต็มตัว แต่ “ภาษีต่ำลง” เปิดโอกาสให้ไทย รอดได้พร้อม ๆ เพื่อนบ้าน ในสภาวะที่สหรัฐกีดกันการค้าเข้มขึ้น แต่ให้จับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจยังไม่จบ จนไทยโดนผลกระทบทางอ้อมได้ เช่นนักท่องเที่ยวจีนขยายตัวต่ำ หรือลดลงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่เปราะบางมากขึ้น

จุดแข็งที่ต้องเร่งต่อยอด :

-พัฒนาห่วงโซ่การผลิตในประเทศ

-ปรับต้นทุนธุรกิจให้แข่งขันได้

-ใช้นโยบายการคลัง-การเงินอย่างแม่นยำ