Skip to content

ศูนย์เรียนรู้จุฬาฯ จ.น่าน งานวิจัยสู่ชุมชน สร้างป่า สร้างอาขีพ ผลิตเกษตรรุ่นใหม่

20 ก.ค. 2568 | 09:01น.
ศูนย์เรียนรู้จุฬาฯ จ.น่าน งานวิจัยสู่ชุมชน สร้างป่า สร้างอาขีพ ผลิตเกษตรรุ่นใหม่

ไม่บ่อยครั้งนักที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะพาคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ ที่จังหวัดน่าน แห่งแรกคือ สถานีวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง และอีกแห่งอยู่ที่ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา

ทั้งสองสถานีวิจัยฯ เป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Social Engagement) ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น ผ่านการประยุกต์ใช้ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เกษตรกรรมเพื่อความมั่นคงด้านอาหาร การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนมีการผลิตบัณฑิตเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต

อยู่ร่วมกับป่า เชื่อมโยงชุมชน สู่น่านยั่งยืน

“ผศ.ดร.นพดล กิตนะ” ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ กล่าวว่า สถานีวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง เริ่มต้นจากความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ในด้านสัตวศาสตร์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ขณะนั้นจังหวัดน่านมีความมั่นคงทางอาการต่ำมาก บนหลักเกณฑ์ที่ว่ามีอาหารคุณภาพดีและเพียงพอสำหรับทุกคนหรือไม่

มทร.ล้านนา น่าน ได้ให้จุฬาฯ เข้าใช้พื้นที่ จึงเกิดการพัฒนาพื้นที่ อาคาร โครงสร้างพื้นฐาน และระบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถรองรับการปฏิบัติงานประจำของอาจารย์ นิสิต และบุคลากร ประมาณ 100 ไร่ โดยได้งบประมาณจากการใช้พื้นที่มาบุญครอง ที่กรุงเทพมหานคร มาใช้พัฒนาวิชาการ หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ เริ่มงานในด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาเพื่อพื้นถิ่น นิเวศวิทยา และศิลปกรรมเพื่อให้ครอบคุมมากขึ้น

อีกแห่งคือ สถานีวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตำบลไหล่น่าน อำเภอเวียงสา ตั้งอยู่บนที่ดินราชพัสดุ ในความดูแลของจุฬาฯ ด้วยพื้นที่ 2,116 ไร่ จากเดิมซึ่งเป็นพื้นที่รกร้าง และพื้นที่ป่าถูกรุกรานเพื่อทำเกษตร

จากนั้นประชาคมน่านได้รวบรวมพื้นที่และยกให้ป็นที่ราชพัสดุ วันที่ 27 เมษายน 2549 มหาวิทยาลัยได้รับการอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ ซึ่งจุฬาฯ ได้ดัดแปลงพื้นที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเพียง 1 ใน 3 ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน อาคารเอนกประสงค์ ห้องประชุม ห้องปฏิบัติการ พิพิธภัณฑ์ อาคารที่พัก และอาคารเลี้ยงสัตว์

ส่วนพื้นที่ที่เหลือของสถานีวิจัยฯ ไหล่น่าน จุฬาฯ ยังคงให้เป็นพื้นที่สีเขียวอยู่ โดยน้อมนำพระราชดำริจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 คือ “ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก” หรือให้ป่าฟื้นฟูตัวเอง เนื่องจากพื้นที่นี้มีศักยภาพมากพอ จนปัจุบันเกิดเป็นโครงการร่วมกับกรมธนารักษ์ในการใช้พื้นที่ราชพัสดุเพื่อเก็บคาร์บอนกว่า 1 พันไร่

โคแดงพื้นเมืองน่าน

ในอดีต มีโครงการวิจัยหลายครั้ง แต่โครงการย่อมมีระยะเวลาสิ้นสุด ชุมชนจึงเกิดคำถามว่าต้องทำอย่างไรต่อ และจะยั่งยืนได้อย่างไร จึงเกิดเป็นภารกิจของศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ ที่นำงานวิจัยจากคณะต่าง ๆ มาต่อยดและทำงานร่วมกับชุมชน

ปัจจุบัน จุฬาฯ ให้ความสำคัญกับงานพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคมที่ยั่งยืน โดยต้องเชื่อมโยงกับชุมชน และให้นิสิตได้มีส่วนร่วม หรือที่เรียกว่า “เติบโตรอบทิศ มีนิสิตเป็นศูนย์กลาง”

บทบาทและพันธกิจของศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาค จุฬาฯ ที่สถานีวิจัยฯ ผาสิงห์ อาทิ การแปรรูปนมแพะเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

ที่สถานีวิจัยฯ ไหล่น่าน อาทิ การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโคแดงพื้นเมืองน่าน ควายน้ำว้า การเพาะกล้าไม้วงศ์ยาง การเลี้ยงไส้เดือนดิน กบนา โรงเรียนสาธิตการเลี้ยงสุกร และการผสมเทียมสุกร เป็นต้น

ในปี 2556-2565 ถือเป็นการพัฒนาที่สำคัญ นั่นคือ “โครงการรักษ์ป่าน่าน” ภายใต้แนวคิด “สร้างป่า สร้างอาชีพ เสริมสร้างจิตสำนึก” ก่อนจะมีการขยายผลอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นโครงการพระราชดำริ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ใช้เป็นกลไกในการบริการสังคม

เพื่อให้มีสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ผ่านการใช้เทคโนโลยีของจุฬาฯ โดยมีแปลงเพาะกล้าไม้ที่พัฒนาเอง ซึ่งมีการใส่จุลินทรีย์ให้ต้นไม้แข็งแรง และเกิดเห็ด เพื่อให้ชาวบ้านเก็บไปสร้างรายได้ ภายใต้กลยุทธ์ “ปลุกต้นไม้ ได้เห็ด”

“ชาวบ้านมีความหวังว่าต่อไปพื้นที่ปลูกป่าจะมีเห็ดให้มาเก็บได้ การใส่เทคโนโลยีลงไปจะกลายเป็นแหล่งจูงใจให้ชุมชน จุฬาฯ ทำให้ชาวบ้านอยู่ร่วมกับป่าได้ และมีอาชีพที่หลากหลาย โดยเชื่อว่าการสร้างป่า สร้างอาชีพ สร้างจิตสำนึก มีผลต่อด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่ยั่งยืนสำหรับจังหวัดน่าน” ผศ.ดร.นพดล กล่าว

เกษตรกรรุ่นใหม่ ผลิตได้-ขายเป็น

ผศ.น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล รองคณบดี และอาจารย์ประจำสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร (น่าน) กล่าวว่า ในประเทศไทยมีการประกอบอาชีพเกษตรกรราว 35% ของจำนวนประชากร และภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แต่ภาคเกษตรเป็นรากฐานให้ภาคท่องเที่ยว และภาคอุตสาหกรรม เพราะวัตถุดิบจากภาคเกษตรเมื่อเข้าสู่โรงงานจะถูกนับเป็นสัดส่วนของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ถ้าไม่ตั้งต้นจากภาคเกษตร อุตสาหกรรมก็ไปไม่ได้

นอกจากนี้ เกษตรกรยังอยู่บนความเสี่ยง ด้วยภัยธรรมชาติ และราคาผลผลิต แม้จะไม่ได้สร้างรายได้เท่าภาคอุตสาหกรรม แต่เกษตรคือความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงของชาติ โดยอายุเฉลี่ยของเกษตรกรไทยอยู่ที่ 60 ปี ซึ่งแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเกษตรเลิกไป ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

ที่ผ่านมาเกษตรกรเป็นเพียงผู้ผลิต แต่ยังขาดพาณิชยการ จุฬาฯ จึงต้องสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ และไม่ให้เป็นเพียงผู้ผล้ต แต่ต้องทำให้เกษตรกรเข้มเเข็ง ไม่ยากจน

ผศ.น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล

สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จึงเริ่มรับนิสิตรุ่นแรกตั้งแต่ปี 2553 จนปัจจุบันมีนิสิต 13 รุ่น ภายใต้หลักสูตรศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สาขาการบริหารจัดการทรัพยากรการเกษตร บัณฑิตจึงต้องเป็นนักจัดการตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

นิสิตจะเริ่มศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 ปีแรก จากนั้นจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่น่าน เพื่อให้ทราบกระบวนการจริง ผ่านการบริการวิชาการเหมือนคณะอื่น ๆ ในจุฬาฯ โดยรับนิสิตปีละ 80 คน

การเรียนการสอนจะเป็นแบบบูรณาการศาสตร์ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการจัดการ โดยมีการเรียนทั้งในพื้นที่และระบบออนไลน์ ผ่านการเรียนรู้ทั้ง ภาคปฏิบัติในพื้นที่จริงและการเรียนรู้กับชุมชน

“เกษตรกรต้องผลิตและขายได้ขายเป็น เถ้าแก่คิดอย่างไร เกษตรกรควรคิดแบบนั้น ต้องพิจารณาตั้งแต่วัตถุดิบ ไปจนถึงการตลาด และผู้บริโภค ต้องพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ” ผศ.น.สพ.ดร.วินัย กล่าว