คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
การกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้นำพานโยบายเศรษฐกิจสายแข็งกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะในประเด็นภาษีนำเข้าที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างเข้มงวด ล่าสุดประเทศไทยต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภทสูงถึง 36% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อผู้ประกอบการส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าทั่วไปที่มีคู่แข่งจากหลากหลายประเทศ และไม่มีแต้มต่อเรื่องภาษีศุลกากร
แม้การปกป้องตลาดของสหรัฐอาจมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาสินค้าต่างประเทศและสร้างงานภายในประเทศมากขึ้น แต่สำหรับไทยที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป็นหลัก นี่คือสัญญาณเตือนให้เราต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่การหาตลาดใหม่ แต่คือการปรับรูปแบบของการส่งออกเสียใหม่ ให้สอดรับกับบริบทของโลกยุคดิจิทัล และหลีกเลี่ยงข้อจำกัดจากภาษีและกำแพงการค้ารูปแบบเดิม
ผมในฐานะผู้บริหารบริษัท Pay Solutions ซึ่งให้บริการระบบรับชำระเงิน ผมได้ลองสำรวจข้อมูลเชิงลึกของการไหลเวียนของเงินทุนจากต่างชาติสู่ประเทศไทย ผ่านระบบออนไลน์ที่เราให้บริการ และพบข้อมูลที่น่าสนใจ ว่าเพียงครึ่งปีแรกของปี พ.ศ. 2568 มีเม็ดเงินจากลูกค้าต่างประเทศไหลเข้ามาผ่านระบบของเราแล้วมากกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่ได้มาจากการส่งออกสินค้าทั่วไป แต่ส่วนใหญ่เกิดจากบริการการท่องเที่ยว เช่น บริษัททัวร์ โรงแรม รวมถึงธุรกิจความงาม เช่น คลินิกเสริมความงาม สปา และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีการชำระเงินล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์
จากจุดนี้เองที่ผมเริ่มตั้งคำถามว่า แล้วมีธุรกิจประเภทใดอีกบ้างที่ประเทศไทยสามารถใช้เพื่อดึงเงินจากต่างประเทศเข้ามาโดยไม่ต้องส่งออกสินค้า ไม่ต้องใช้คลังสินค้า หรือแม้แต่ไม่ต้องมีภาษีศุลกากรเข้ามาเกี่ยวข้อง คำตอบที่ค้นพบคือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการดิจิทัลและคอนเทนต์ออนไลน์ คือหัวใจสำคัญของอนาคตเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย
ทั้งนี้ ผมพบว่ามี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่สามารถเติบโตและดึงเม็ดเงินจากต่างประเทศได้โดยตรงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้แก่
1.อุตสาหกรรมเกมและแอนิเมชั่น ไทยมีศิลปินและนักพัฒนาเกมฝีมือดีจำนวนมาก แต่ยังขาดเวทีระดับโลก การต่อยอดให้กลุ่มนักพัฒนาเหล่านี้เข้าถึงตลาดต่างประเทศ เช่น Steam, Epic Games, หรือ App Store ต่างประเทศ จะช่วยดึงเงินเข้าสู่ประเทศในรูปแบบ “ไร้ภาษีศุลกากร”
2.อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการดิจิทัล ไทยมีศักยภาพในการพัฒนา Software-as-a-Service (SaaS) หรือ Application ที่ตอบโจทย์ SMEs ทั่วโลก ตั้งแต่ระบบบัญชี ระบบ CRM ไปจนถึงระบบจองออนไลน์ ซึ่งสามารถเปิดรับลูกค้าทั่วโลกโดยไม่ต้องส่งสินค้าใด ๆ
3.กลุ่ม Content Creator และแพลตฟอร์มดิจิทัล ปัจจุบันมีคนไทยจำนวนมากที่ทำช่อง YouTube, TikTok, หรือสร้างคอร์สเรียนออนไลน์ บางคนมีผู้ติดตามหลักแสนจากต่างประเทศ รายได้จากโฆษณาและการสนับสนุนจากแฟนคลับต่างชาติจึงถือเป็นการส่งออกความคิดสร้างสรรค์ที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้
การส่งออกแบบใหม่เหล่านี้มีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ หลีกเลี่ยงกำแพงภาษีได้เกือบทั้งหมด เนื่องจากสินค้าไม่ได้จับต้องได้ ไม่ต้องผ่านด่านศุลกากร และไม่มีภาระเรื่องการขนส่ง หรือ Logistics ใด ๆ อีกทั้งยังสามารถขยายสเกลได้รวดเร็ว หากมีระบบการชำระเงินที่รองรับลูกค้าทั่วโลก พร้อมบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์
ยิ่งไปกว่านั้น เราควรมองเห็นโอกาสจากพฤติกรรมผู้บริโภคของคนไทยเอง ที่ในแต่ละปีจ่ายเงินให้กับบริการดิจิทัลจากต่างประเทศมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น YouTube Premium, Netflix, Google Workspace, Meta Ads หรือบริการ AI ต่าง ๆ ผมเชื่อว่ามูลค่ารวมกันทั้งปีของการใช้จ่ายเหล่านี้อาจแตะระดับแสนล้านบาทแล้ว หากเราสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ดิจิทัลที่ดึงดูดใจผู้บริโภคในต่างประเทศได้ในระดับเดียวกัน หรือแม้เพียง 1% ของเม็ดเงินนั้นไหลกลับเข้ามาที่ไทย ก็ถือว่าเป็นการสร้างรายได้ที่ทรงพลังและยั่งยืนอย่างยิ่ง
ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจะต้อง “ร่วมมือกัน” ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เอื้อต่อการส่งออกบริการ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายการรับชำระเงินระหว่างประเทศ ระบบภาษีที่ส่งเสริมผู้สร้างคอนเทนต์ การให้ทุนสนับสนุน Startup หรือแม้แต่การฝึกอบรมบุคลากรด้าน Digital Skills อย่างเป็นระบบ