MD แสนสิริ จับจุดเรียนรู้ “นวัตกรรมจีน” ปรับกลยุทธ์ดึงลูกค้าต่างชาติ ตั้งเป้า 7 พันล้าน
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ จับจุดเรียนรู้ “นวัตกรรมจีน”-ปรับกลยุทธ์ดึงลูกค้า “ต่างชาติ” ตั้งเป้า 7 พันล้านบาท
วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ที่เพลนารีฮอลล์ 1 (Plenary Hall 1) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดงาน Exclusive Dinner Talk 50 ปี ไทย-จีน The Golden Road : From Now to Eternity เนื่องในวาระของการครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตนในฐานะที่เป็นลูกหลานคนจีน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษนั่งเรือมาเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว ซึ่งตนนั้นก็เป็นเจเนอเรชั่นที่ 3
“คนไทยคนจีนเขามีคำพูดว่า เราเป็นพี่น้องกัน ฉะนั้นในช่วงหลังโดยเฉพาะ 20-30 ปีหลังมานี้ เขาพัฒนาเยอะมากโดยเฉพาะด้านนวัตกรรม เช่น รถยนต์ EV หรือหลายผลิตภัณฑ์ที่เขาส่งสินค้าเข้ามาขาย แล้วบางส่วนเราเองก็ส่งออกไป เรียกได้ว่า เรามีการเกื้อหนุนกันในทางเศรษฐกิจมายาวนานหลายยุคสมัย
ปัจจุบันนี้ผ่านมา 50 ปีแล้ว ที่ทางรัฐบาลไทยได้ไปเจริญความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอย่างเป็นทางการ และเราก็มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน หากถามว่าในเร็ววันนี้เราต้องเรียนรู้อะไรจากจีน ผมคิดว่าคงจะเป็นในเรื่องของซอฟต์แวร์ เอไอ หรือ DeepSeek ที่จะมาช่วยในการหาข้อมูลต่าง ๆ รวมถึง e-Commerce และซอฟต์พาวเวอร์อีกหลายอย่าง ที่จะต้องแลกเปลี่ยนกัน” นายอุทัยเผย
นายอุทัยกล่าวอีกว่า ตนในฐานะที่อยู่ภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์ ก็ได้มีการใช้วัสดุ หรือเครื่องจักรในการก่อสร้าง ก็ใช้อุปกรณ์บางอย่างจากจีน ซึ่งตนคิดว่าหากเราร่วมพัฒนากันไปได้ก็จะสร้างประโยชน์ได้อย่างมาก ไม่ใช่แค่แวดวงอสังหาริมทรัพย์ แต่รวมไปถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ด้วย ที่ต้องพึ่งพาการค้าร่วมกันต่อไปในระยะยาว
“ผมเชื่อว่าภูมิศาสตร์ของไทยอยู่ในจุดที่ดีมาก มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอาศัยพึ่งพากันและกันกับจีน รวมถึงด้านวัฒนธรรมที่มีความใกล้เคียงกัน ซึ่งนับได้ว่ามันมีความใกล้เคียงกันมาก และยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่บ่งบอกว่า เราจะสามารถร่วมมือกันได้ในระยะยาว ฉะนั้นในแง่ของการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เชื่อเราจะร่วมมือกันได้” นายอุทัยเผย
เมื่อถามว่า ข่าวทางลบในประเทศไทยเยอะขึ้น จนส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนลดลงนั้น กระทบผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์หรือไม่ ?

นายอุทัยกล่าวว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มันเริ่มต้นจากการท่องเที่ยวก่อน ซึ่งหากนักท่องเที่ยวประเทศใดมาเที่ยวกับเราเยอะ ก็จะเริ่มมาซื้ออสังหาฯ แต่จีนนี้มีความแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือ เรามีความสัมพันธ์กันมาระยะยาว จนช่วงหลังเขาเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย มีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะขึ้น พอมีคนกลุ่มนี้เข้ามาเขาก็เริ่มมาเช่าที่ หรือซื้อที่อยู่อาศัย
“ถามว่าช่วงนี้นักท่องเที่ยวลดลงไป มันก็กระทบกับภาคอสังหาฯที่ลดลงไป แต่ว่าก็มีกลุ่มคนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย เขาก็ยังต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าปัจจุบันความสัมพันธ์ของเราดี จีนเขามองเห็นเราเป็นฐานในการผลิต หรือเป็นตลาดส่วนหนึ่งของประเทศจีน ยังไงก็ต้องมีคนจีนเข้ามาทำธุรกิจของเรา แล้วก็ซื้อที่อยู่อาศัยเป็นปกติ” นายอุทัยระบุ
นายอุทัยกล่าวว่า ปัจจุบันหากนับตามยอดขายอสังหาฯของแสนสิริ ลูกค้าจีนจะเป็นยอด 50% ของกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ซื้อของเราอยู่ รองลงมาเราไปเปิดตลาดที่ภูเก็ต ก็จะมีลูกค้ารัสเซีย ยูเครน และเมียนมาเข้ามา แต่จีน (Mainland China) ยังไงก็เป็นชาติอันดับ 1
“ปีนี้เราก็มีการตั้งเป้าหมายชาวต่างชาติไว้ประมาณ 7 พันล้าน วันนี้ผ่านมาครึ่งปีเรามียอดขาย 3 พันกว่าล้านแล้ว เรียกได้ว่า ทำได้ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเราก็ยังมองตลาดตรงนี้อยู่ แต่ที่สำคัญก็ต้องเกี่ยวกับโครงการใหม่ที่เราเปิดด้วย ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติ จีน ไต้หวัน ยุโรป ซึ่งตอนหลังก็เริ่มมองอินเดียแล้ว เพราะเขาก็เริ่มเข้ามา” นายอุทัยเผย
