Skip to content

รู้จัก ‘อนุสัญญาเจนีวา’ กฎหมายมนุษยธรรมที่โลกต้องยึดถือ แม้ในภาวะสงคราม

25 ก.ค. 2568 | 11:50น.
รู้จัก ‘อนุสัญญาเจนีวา’ กฎหมายมนุษยธรรมที่โลกต้องยึดถือ แม้ในภาวะสงคราม

เมื่อเกิดสงครามหรือความขัดแย้งทางอาวุธ สิ่งหนึ่งที่มักได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ “ชีวิตมนุษย์” อนุสัญญาเจนีวา (Geneva Conventions) คือกรอบกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ถูกกำหนดขึ้น เพื่อจำกัดผลกระทบจากสงคราม โดยมุ่งคุ้มครองผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่สามารถเข้าร่วมการสู้รบได้

อนุสัญญาเจนีวาคืออะไร ?

อนุสัญญาเจนีวาเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่กำหนดหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติต่อผู้คนในช่วงสงคราม ทั้งทหารที่บาดเจ็บ เชลยศึก พลเรือน และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ถูกจัดทำขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1864 และมีการปรับปรุงและเพิ่มเติมเรื่อยมา จนกระทั่งปี ค.ศ. 1949 ได้มีการรับรองอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 1-4 ซึ่งถือเป็นหลักสากลที่ประเทศต่าง ๆ ยอมรับและให้สัตยาบันกันอย่างกว้างขวาง

อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 1 : คุ้มครองทหารบาดเจ็บภาคพื้นดิน

อนุสัญญาฉบับนี้เน้นการคุ้มครอง “ทหารบาดเจ็บและเจ็บป่วยในสมรภูมิภาคพื้นดิน” รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยกู้ภัย และหน่วยงานสภากาชาด สาระสำคัญ ได้แก่

  • ห้ามโจมตีหรือทำร้ายผู้บาดเจ็บ
  • ต้องให้การรักษาโดยไม่เลือกปฏิบัติ
  • ห้ามโจมตีโรงพยาบาลหรือพาหนะพยาบาล
  • การใช้สัญลักษณ์กาชาดเพื่อแสดงความคุ้มกัน

อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 2 : คุ้มครองทหารบาดเจ็บในทะเล

ขยายความคุ้มครองจากฉบับที่ 1 ไปยัง กองกำลังเรือและบุคลากรทางการแพทย์ในทะเล สาระสำคัญ ได้แก่

  • คุ้มครองทหารบาดเจ็บที่อยู่ในเรือรบหรือเรือพยาบาล
  • ห้ามโจมตีเรือพยาบาลที่มีเครื่องหมายชัดเจน
  • ต้องช่วยเหลือผู้ที่ลอยคออยู่ในทะเลหลังการรบ
  • การปฏิบัติอย่างเป็นกลางต่อศัตรูที่ได้รับบาดเจ็บ

อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 : คุ้มครองเชลยศึก

มุ่งเน้น สิทธิและการปฏิบัติต่อเชลยศึก (Prisoners of War–POWs) อย่างเหมาะสมตามหลักมนุษยธรรม สาระสำคัญ ได้แก่

  • เชลยศึกต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี
  • ห้ามทรมาน, ขู่เข็ญ หรือบังคับให้เปิดเผยข้อมูล
  • ต้องได้รับอาหาร น้ำ ที่พักอาศัย และการรักษาพยาบาล
  • ต้องสามารถติดต่อกับครอบครัวและรับความช่วยเหลือจากกาชาด

อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 : คุ้มครองพลเรือนในเขตสงคราม

ฉบับนี้เน้นคุ้มครอง ประชาชนพลเรือนที่อยู่ในพื้นที่ขัดแย้ง รวมถึงเขตยึดครอง สาระสำคัญ ได้แก่

  • ห้ามใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ
  • ห้ามทำลายทรัพย์สินโดยไม่มีเหตุทางทหาร
  • ต้องให้การดูแลเด็ก ผู้ป่วย หญิงมีครรภ์
  • ต้องปฏิบัติต่อพลเรือนอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ
  • ห้ามบังคับย้ายถิ่นหรือจับตัวเป็นตัวประกัน

ทั้งนี้ อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 เกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลพลเรือนในเวลาสงคราม ค.ศ. 1949 ระบุไว้ในข้อ 18 โดยสรุปว่า โรงพยาบาลฝ่ายพลเรือนที่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ และป่วยไข้ ผู้ทุพพลภาพ และสตรีที่คลอดบุตรนั้น ห้ามมิให้ใช้เป็นจุดแห่งการโจมตีไม่ว่าในพฤติการณ์ใด ๆ แต่จะต้องได้รับความคุ้มครอง

โดยการโจมตีโรงพยาบาลถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง และการกระทำโดยเจตนาถือเป็นอาชญากรรมสงคราม หากประเทศใดละเมิดข้อตกลงดังกล่าวซึ่งอาจจะถูกนำไปฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในภายหลัง

ประเทศไทยกับอนุสัญญาเจนีวา

ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาทั้ง 4 ฉบับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 (ค.ศ. 1952) โดยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม และส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในทุกระดับ

ทำไมอนุสัญญาเจนีวาจึงสำคัญ ?

แม้สงครามจะเป็นเรื่องโหดร้าย แต่กฎเหล่านี้ทำให้มนุษย์ยังคงมี “ขอบเขตของศีลธรรม” ในยามที่เกิดความขัดแย้ง อนุสัญญาเจนีวาช่วยยืนยันว่าแม้ในสนามรบ ก็ยังต้องมีความเมตตาและความเป็นมนุษย์คงอยู่

ทั้งนี้ อนุสัญญาเจนีวาทั้ง 4 ฉบับ ถือเป็นรากฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ใช้ในยามสงคราม เพื่อปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ทุกประเทศทั่วโลกมีหน้าที่ร่วมกันในการเคารพและบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้อย่างจริงจัง

ข้อความจากการประชุมสันติภาพเมื่อปี 1949

อ้างอิงข้อมูลจาก คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย (ICRC) ระบุ เรามักได้ยินคำพูดที่ว่า “อนุสัญญาเจนีวาไม่สามารถปกป้องความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในสงครามครั้งก่อน (หมายถึงสงครามโลกครั้งที่ 2) จะมีประโยชน์อะไรในการร่างข้อความใหม่ที่ไม่มีใครเคารพอยู่ดี ?” Max Petitpierre ตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ เคยกล่าวข้อความน่าสนใจในการประชุมสันติภาพเมื่อปี 1949

“จริงอยู่ว่าข้อความในอนุสัญญาปี 1929 (เกี่ยวกับการปฎิบัติต่อนักโทษสงคราม) ถูกละเมิดอย่างต่อเนื่อง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอนุสัญญาเจนีวาไม่สามารถช่วยชีวิตใคร ตราบใดที่ข้อตกลงยังมีอยู่ แม้มันจะได้รับการเคารพเพียงเล็กน้อย หรือได้รับการปฏิบัติโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่การมีอยู่ของกติกา ก็สามารถรักษาชีวิตอันมีค่าของผู้คน”

“ความมุ่งหวังที่จะควบคุมสงครามให้เคารพหลักมนุษยธรรมไม่ควรถูกยกเลิกเพียงเพราะการบังคับใช้กฎหมาย ไม่สามารถครอบคลุมทุกภาคส่วนอย่างที่หวัง ในทางตรงกันข้าม เราควรมองบทเรียนที่ผ่านมาเป็นแรงบันดาลใจ และร่วมกันผลักดันประเด็นเหล่านี้ต่อไป โดยหวังว่าในสักวัน ประเทศต่าง ๆ จะเลิกใช้สงครามเพื่อเป็นทางออกของปัญหา”

ทุกวันนี้อนุสัญญาเจนีวายังคงยืนหยัดเพื่อเป็นหลักประกันกับมนุษยชาติ ดังเช่นที่เป็นมาในอดีตและสืบเนื่องต่อไปในอนาคต

อ่านอนุสัญญาเจนีวาฉบับอิเล็กทรอนิกส์ได้ที่นี่