ราชกิจจาฯประกาศ
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา โปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2568 ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี ระบุชัด ผู้ต้องกักขัง หรือผู้ที่ทำงานบริการสังคม ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 30 ก.ค. 2568 เป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนที่ 50 ก เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 ได้เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มีใจความว่า
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 เพื่อเป็นการแสดงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี อันจะเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติสืบไป
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 และมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 261 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2517 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้
สำหรับพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป)
ทั้งนี้ นักโทษเด็ดขาดที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษตามพระราชกฤษฎีกานี้ ไม่ว่าความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี จะต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ ตามคำพิพากษาถึงที่สุด หรือไม่น้อยกว่า 8 ปี แล้วแต่ระยะเวลาใดจะเป็นคุณมากกว่า ในกรณีต้องจำคุกหลายคดี ให้ถือเอากำหนดโทษในคดีที่มีโทษสูงที่สุดเป็นเกณฑ์พิจารณา
นอกจากนี้ในมาตรา 6 ระบุว่า สำหรับผู้ต้องโทษดังต่อไปนี้ ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป ได้แก่
- 1.ผู้ต้องกักขัง (ผู้ต้องโทษกักขังแทนโทษจำคุกหรือแทนค่าปรับ)
- 2.ผู้ทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ
ส่วนกรณีผู้ต้องกักขังตาม (1) ซึ่งเป็นนักโทษเด็ดขาด และยังไม่ได้รับโทษกักขังแทนโทษจำคุก หรือยังไม่ได้ถูกกักขังแทนค่าปรับ ให้ผู้ต้องขังนั้นได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไปในส่วนของโทษกักขังแทนโทษจำคุก หรือในส่วนของการกักขังแทนค่าปรับ แล้วแต่กรณี
