DHL เปิด SameDay “ปณท”ลดค่าส่งEMS
ธุรกิจส่งด่วนระอุ “DHL” เปิดศึก same-day delivery พร้อมเร่งขยายจุดรับสินค้า 1,000 แห่งในสิ้นปี ฟาก “ไปรษณีย์ไทย” ลดราคา EMS สูงสุด 115 บาท เสริมแกร่งตำแหน่งแชมป์ในตลาด พร้อมเร่งพัฒนาอีวอลเลต-ชำระเงินปลายทาง
นายชาร์ลส์ บรูเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ เปิดเผยว่า ตลาดโลจิสติกส์ในไทยยังมีโอกาสเติบโตได้มากจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ซึ่งปัจจุบันเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน โตมากกว่า 22% ต่อปี โดยในปี 2565 คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 1.54 แสนล้านบาท คิดเป็น 3% ของตลาดค้าปลีก ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 12% โดยประเทศจีนมีสัดส่วนถึง 20% ของค้าปลีกทั้งหมด ดังนั้นอีคอมเมิร์ซไทยจึงโตได้ไม่ต่ำกว่า 3-4 เท่าในอนาคต และส่งผลให้การขนส่งสินค้าเพิ่มมากขึ้น และตลาดมีการแข่งขันสูง แม้อีมาร์เก็ตเพลซรายใหญ่จะหันมาทำระบบโลจิสติกส์
เอง แต่ความท้าทายของโลจิสติกส์ คือ ระบบการจัดการคลังสินค้า ปริมาณพัสดุ และที่อยู่ผู้รับ ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ
นายเกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวเสริมว่า มีผู้บริโภคถึง 43% ที่ต้องการบริการแบบรับ-ส่งสินค้าได้ภายในวันเดียว (same-day delivery) จึงได้เปิดตัวบริการใหม่ “DHL Parcel Metro” เริ่มให้บริการในกรุงเทพฯและปริมณฑล 3 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ก่อนจะประเมินตลาดและขยายไปหัวเมืองใหญ่อื่น ๆ โดย DHL Parcel Metro ราคาเริ่มต้นที่ 100 บาท รับสินค้าน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม และจะรับพัสดุภายในเวลา 12.00 น. โดยจะจัดส่งภายใน 18.00 น.ของวัน
“ภาพรวมตลาดโลจิสติกส์โลกเมื่อปี 2559 มีสัดส่วนของ same-day delivery ไม่ถึง 1% แต่คาดว่าปี 2568 จะมีถึง 22% ซึ่งไทยก็มีแนวโน้มเดียวกัน ปัจจุบันในไทยมีผู้ให้บริการ 3 ราย และอีก 3 รายเป็นแบบ on demand ที่มีค่าจัดส่งสูงกว่า”
ปัจจุบัน DHL มีลูกค้าอีคอมเมิร์ซทั้งรายย่อยและมาร์เก็ตเพลซรายใหญ่รวมกันกว่าพันราย มีศูนย์กระจายสินค้า 80 แห่ง ตั้งเป้าจะเปิดจุดรับพัสดุให้ได้ 1,000 สาขาในปีนี้ และ 2,500 แห่งในปีหน้า รวมทั้งเพิ่มเครือข่ายในการรับสินค้าจากร้านค้าในต่างจังหวัด
ฟากไปรษณีย์ไทย นายพรชัย ฐีระเวช รองประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริการส่งด่วนมีการแข่งขันสูง 2-3 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ย 18% บริการ EMS สร้างรายได้ให้
30% ของรายได้รวม เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในตลาด จึงได้ปรับลดค่าบริการใหม่ ในช่วงน้ำหนัก 3-20 กิโลกรัม ลดราคาตั้งแต่ 5-115 บาท เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเลือกส่งสินค้าชิ้นใหญ่กับบริษัทมากขึ้น จากปัจจุบันกว่า 93% ของ EMS เป็นชิ้นเล็กไม่ถึง 3 กิโลกรัม โดยแต่ละวันมีปริมาณ EMS ในระบบราว 1 ล้านชิ้น
นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทย กล่าวเสริมว่า ลูกค้าเริ่มส่งของชิ้นใหญ่มากขึ้น แต่เลือกใช้บริการกับคู่แข่งเพราะราคาถูกกว่า”เริ่มทดลองลดราคาตั้งแต่ 17 มิ.ย.-30 มิ.ย. พบว่าปริมาณส่งเพิ่มขึ้นถึง 21% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงมั่นใจว่าไม่กระทบรายได้ และถ้าเป็นลูกค้ารายใหญ่เจรจาลดราคาลงได้อีกถึง 20%”
ขณะเดียวกันยังเร่งพัฒนาระบบชำระเงินปลายทาง (COD : cash on delivery) ให้พร้อมใช้งานได้ในสิ้นปี รวมถึง Wallet@POST แอปพลิเคชั่นอีวอลเลต เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้า
สำหรับรายได้ 5 เดือนแรกของไปรษณีย์ไทยอยู่ที่ 12,158 ล้านบาท เติบโตเกินกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 22 ล้านบาท ขณะที่กำไรอยู่ที่ 1,621 ล้านบาท เกินเป้าที่ตั้งไว้ 40 ล้านบาท คาดว่าภายในสิ้นปีจะมีรายได้เกิน 30,000 ล้านบาท กำไร 4,500 ล้านบาท