Skip to content

เปิดที่มา-เกณฑ์ป้ายแดง Michelin Guide กว่าจะได้มาต้องผ่านคุณสมบัติอะไรบ้าง ?

18 ส.ค. 2568 | 14:45น.
เปิดที่มา-เกณฑ์ป้ายแดง Michelin Guide กว่าจะได้มาต้องผ่านคุณสมบัติอะไรบ้าง ?

เปิดที่มาคู่มือมิชลิน สู่ป้ายแดงสัญลักษณ์ของคุณภาพ มาตรฐานของร้านอาหาร ใช้เกณฑ์อะไรวัด ?

เดี๋ยวนี้การหาร้านอาหารที่อยากกิน ไม่ใช่แค่การนึกถึงเมนูโปรด หรือวิ่งตามกระแส “ร้านดัง” บนโซเชียลเท่านั้น แต่หลายคนเริ่มมองหาป้ายสีแดงเล็ก ๆ ที่เขียนว่ามิช (มิชลินไกด์) ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพที่เชื่อถือได้ว่า “คัดมาแล้ว” ไม่ว่าจะเป็นร้านหรู หรือร้านริมทาง

การเห็นป้ายนี้จึงเป็นจุดอุ่นใจของใครหลายคนว่า มาถูกร้าน และคาดหวังว่าจะได้กินอาหารรสชาติอร่อย ประชาชาติธุรกิจ พาไปดูที่มาของคู่มือระดับโลกนี้ และส่องเกณฑ์ในการวัดว่า แต่ละร้านได้มันมาอย่างไร

“คู่มือ MICHELIN” มีจุดเริ่มต้นจาก “อองเดร-เอดูอาร์ มิชลิน” สองพี่น้องร่วมก่อตั้งบริษัทยางรถยนต์ โดยมีจุดมุ่งหมายยิ่งใหญ่ในวันที่อุตสาหกรรมรถยนต์ฝรั่งเศสมีรถยนต์ในประเทศไม่ถึง 3,000 คัน เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เดินทางมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขายรถยนต์และยางรถยนต์เพิ่มขึ้น

ช่วงแรกคู่มือสีแดงของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับนักเดินทาง อาทิ แผนที่ วิธีการเปลี่ยนยาง ปั๊มน้ำมัน และสถานที่พักผ่อน โดยคู่มือเล่มนี้ถูกแจกฟรีมาโดยตลอด 20 ปี จนกระทั่งอองเดรเห็นมันถูกใช้เป็นฐานรองโต๊ะทำงาน จึงเกิดเป็นไอเดียคู่มือมิชลินฉบับใหม่ ปี 1920 ในราคา 7 ฟรังก์ และยึดหลักที่ว่า “ผู้คนจะเคารพเฉพาะสิ่งที่เขาจ่ายเงินไปเท่านั้น”

ครั้งแรกในทศวรรษ 1920 คู่มือ Michelin ได้เริ่มรวมรายชื่อโรงแรมในกรุงปารีส รายชื่อร้านอาหารที่จัดลำดับตามหมวดหมู่ต่าง ๆ รวมถึงการเลิกใช้โฆษณาแบบเสียเงินในคู่มือด้วย และเมื่อรับรู้ถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของหมวดร้านอาหารในคู่มือ พี่น้องมิชลินจึงได้ว่าจ้างทีมผู้ทานอาหารลับ หรือที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า “ผู้ตรวจสอบร้านอาหาร” เพื่อเข้าไปเยี่ยมชมและประเมินร้านอาหารโดยไม่เปิดเผยตัวตน

ในปี 1926 คู่มือได้เริ่มมอบดาวให้กับร้านอาหารชั้นเลิศ โดยเริ่มจากการให้เพียงดาวเดียว ต่อมาในอีกห้าปีหลังจากนั้น ก็มีการจัดลำดับดาวเป็นระบบ ได้แก่ ศูนย์, หนึ่ง, สอง และสามดาว และในปี 1936 ก็ได้มีการเผยแพร่เกณฑ์ในการให้ดาวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

ต่างดาว ต่างความหมาย

จากนั้นในปี 1931 มีการเพิ่มระบบจัดอันดับเป็น 0-1-2-3 ดาว แล้วในปี 1936 คู่มือมิชลินได้เผยแพร่ เกณฑ์อย่างเป็นทางการ สำหรับการให้ดาว (starred rankings criteria) ซึ่งความหมายของแต่ละระดับดาวแตกต่างกัน ดังนี้

  • หนึ่งดาว (★) : ร้านอาหารที่ “ดีมากในหมวดเดียวกัน” หรือ “very good restaurant in its category”
  • สองดาว (★★) : “อาหารอร่อยเลิศ คุ้มค่าที่จะเปลี่ยนเส้นทางเพื่อไปกิน” หรือ “excellent cooking, worth a detour”
  • สามดาว (★★★) : “หนึ่งในร้านยอดเยี่ยม ควรค่าแก่การเดินทางไปกิน” หรือ “exceptional cuisine, worth a special journey”

ขณะที่รางวัลบิบ กรูมองด์ (BIB GOURMAND) หรือรางวัลที่ทาง Michelin มอบให้กับร้านอาหารอร่อยและราคาสมเหตุสมผล (honour good meals at moderate prices) เริ่มปรากฏในปี 1997 ซึ่งเป็นหมวดหลักที่สำคัญไม่แพ้หมวดดาวมิชลิน

เกณฑ์ลุ้นฟ้า คว้าดาว

เมื่อพูดถึงดาวมิชลิน หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นการให้คะแนนตามความอร่อยของอาหาร แต่แท้จริงแล้ว ความอร่อยแบบปัจเจกไม่ใช่เกณฑ์หลักในการตัดสิน เนื่องจาก Michelin ต้องการให้มาตรฐานการให้ดาวเป็นไปอย่างเป็นกลาง และสากลทั่วโลก

ดังนั้นจึงมีเกณฑ์การตัดสิน 5 ข้อที่สามารถประเมินได้อย่างเป็นระบบ ดังนี้

1. คุณภาพของวัตถุดิบ (Quality of products) : ผู้ตรวจจะประเมินความสดใหม่ ความเหมาะสม และคุณค่าของวัตถุดิบที่ใช้ แม้ไม่สามารถเข้าไปดูในครัวได้โดยตรง (เพราะไม่เปิดเผยตัวตน) แต่ผู้มีประสบการณ์จะสังเกตได้จากรสสัมผัส กลิ่น และการปรุง

2. ความชำนาญของเชฟและเทคนิคการปรุง (Mastery of flavour and cooking techniques) : อาหารต้องมีรสชาติกลมกล่อม ไม่ผิดพลาดทางเทคนิค และมีความซับซ้อนที่ควบคุมได้

3. แคแร็กเตอร์ของเชฟที่สะท้อนผ่านอาหาร (The personality of the chef in the cuisine) : แต่ละจานควรบ่งบอกเอกลักษณ์ ประสบการณ์ และแนวคิดของเชฟ

4. ความคุ้มค่า (Value for money) : ราคาและคุณภาพต้องสมเหตุสมผล โดย Michelin ไม่ได้ให้เฉพาะร้านหรูเท่านั้น ร้านเรียบง่ายแต่อร่อยและคุ้มค่า ก็สามารถได้ดาวหรือ Bib Gourmand ได้

5. ความสม่ำเสมอ (Consistency) : ร้านต้องรักษาคุณภาพอาหาร รสชาติ และการบริการได้คงที่ในหลายครั้งที่ถูกเยี่ยมโดยผู้ตรวจ ซึ่งอาจไปหลายคนในช่วงเวลาที่ต่างกัน

ปัจจุบันมีร้านอาหารอยู่จำนวน 462 แห่งในคู่มือ “มิชลินไกด์” ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2568 ได้แก่

  • 3 ดาว (Three MICHELIN Stars) 1 แห่ง (Sorn)
  • 2 ดาว (Two MICHELIN Stars) 7 แห่ง
  • 1 ดาว (One MICHELIN Star) 28 แห่ง
  • Bib Gourmand 156 แห่ง
  • MICHELIN Selected 270 แห่ง
  • MICHELIN Green Star ให้กับร้านที่เน้นเรื่องความยั่งยืน 4 แห่ง

ที่มา : Michelin Guide

แท็กที่เกี่ยวข้อง

มิชลิน ไกด์ ร้านอาหาร