ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ประกาศจุดยืนความยั่งยืนใหม่ภายใต้แผนการเติบโตเชิงปฏิบัติการ 2030 (Growth Action Plan 2030) มุ่งสู่เป้าหมายการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ปี 2039 พร้อมใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม
นางณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร องค์กรสัมพันธ์ และความยั่งยืน กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ประเทศไทย เผยว่า บริษัทได้ประกาศจุดยืนเรื่องความยั่งยืนฉบับใหม่ที่มุ่งสร้างผลกระทบในระยะสั้นและส่งผลในระยะยาว ผ่าน 15 เป้าหมายใน 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ ภูมิอากาศ (Climate) ธรรมชาติ (Nature) พลาสติก (Plastics) และการดำรงชีวิต (Livelihoods)
โดยมีเป้าหมาย “Brighten Every Day for All” สร้างความสุขผ่านผลิตภัณฑ์ท่ามกลางความท้าทายต่าง ๆ ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความเท่าเทียม ภัยแล้ง และปัญหาขยะพลาสติก

ประกาศจุดยืนด้านความยั่งยืน
ด้านเป้าหมายการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) 2039 นั้น บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในสโคป 1-2 ให้ได้ 100% ภายในปี 2030 และสโคป 3 ลดลง 42% ภายในปีเดียวกัน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายด้านการจัดการพลาสติกที่ชัดเจน โดยมุ่งเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ให้ได้ 25% ภายในปี พ.ศ. 2568 ลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) ลง 30% ภายในปี 2026 และ 40% ภายในปี 2028 เทียบกับปีฐาน 2019 รวมถึงดำเนินการตามแผนที่จะทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบแข็งทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ภายในปี 2030 และบรรจุภัณฑ์แบบยืดหยุ่นภายในปี 2035

ปัจจุบันเส้นทางสู่การปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในสโคป 1-2 สำเร็จแล้ว กว่า 72% โดยดำเนินการผ่าน Supplier Climate Program ในการมอบความรู้ด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการวัดผล รวมถึงการปรับสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่ และให้ความสำคัญเรื่องการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบทางการเกษตรจะไม่ได้มาจากการเกษตรที่ไม่ถูกต้อง รวมไปถึงดำเนินการเรื่องการปลูกป่าทดแทนด้วยเช่นกัน
ยูนิลีเวอร์ไทยเป็นหนึ่งในโรงงานแรก ๆ ที่ได้รับการรับรองพลังงานหมุนเวียน 100% โดยใช้ RE100 อย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ปี 2566 นับเป็นอันดับ 3 จากโรงงานยูนิลีเวอร์ทั่วโลก ผ่านการเปลี่ยนเป็นพลังงานไอน้ำและแหล่งพลังงานทดแทน โซลาร์เซลล์ และระบบทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้สามารถลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) ใน Operation ลง 72% ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า 97% ไม่มีการปล่อยบรรจุภัณฑ์ที่เป็นของเสียสู่การฝังกลบ และผลิตภัณฑ์สามารถรีไซเคิลได้ 57%
AI ลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ
นางณัฏฐิณีเผยถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการขับเคลื่อนความยั่งยืนถือเป็นจุดเด่นของยูนิลีเวอร์ โดยใช้ AI เข้ามาช่วยในการวัดฟุตพรินต์ของสิ่งแวดล้อม, การใช้น้ำในการผลิต และขยะฝังกลบที่ติดตามความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ ซึ่ง AI จากภาคการผลิตสามารถลดต้นทุน-เพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ได้ 40%
“แม้ว่าความยั่งยืนยังคงมีค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่ แต่บริษัทไม่ได้ผลักภาระนี้ไปเป็นของผู้บริโภค แต่ทำเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว”

สำหรับสโคป 3 ส่วนที่ยังไม่สามารถบรรลุได้นั้น หลายอย่างอยู่นอกเหนือความควบคุมของยูนิลีเวอร์ เช่น เรื่องพลังงานที่ใช้จากภาครัฐที่มาจากพลังงานฟอสซิล นางณัฏฐิณีกล่าวว่า หากไทยสามารถใช้พลังงานทดแทนได้มากขึ้นจะช่วยมากในการบรรลุเป้าหมาย ส่วนระบบเก็บกลับบรรจุภัณฑ์อาจต้องมีองค์กรที่ช่วยเก็บกลับบรรจุภัณฑ์แก่เจ้าของแบรนด์เพื่อทำดาต้า ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการจัดการสโคป 3 ได้
ด้านการจัดการพลาสติก บริษัทสามารถเก็บบรรจุภัณฑ์กลับได้กว่า 110% เพราะเมื่อเก็บกลับมาจะมีของเจ้าอื่นด้วย ให้ได้ในปริมาณเท่าที่มีการปล่อยผลิตภัณฑ์ออกไป เน้นย้ำให้มีการคัดแยกตั้งแต่ต้นทางเพื่อนำไปสู่โรงงานรีไซเคิล โดยทำงานร่วมกับทริปเปิลเอ และ ส.อ.ท. เพื่อให้เกิดกฎหมาย EPR (Extended Producer Responsibility) ให้มีผู้เล่นอื่นนอกจากยูนิลีเวอร์ โดย EPR Fee ต้องมีอัตราที่ผันผวนตามผลกระทบที่แบรนด์นั้น ๆ สร้างต่อสิ่งแวดล้อม
การใช้ซ้ำของยูนิลีเวอร์คือการทำรีฟิล โดยได้คุยกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อให้ถูกกฎหมาย ปัจจุบันเริ่มการขายแบบผลิตภัณฑ์แบบถุง (Pouch) และผลการตอบรับได้ผลดี โดยมองว่ารีฟิลสามารถมีได้ 4 โมเดล คือ มาที่จุดตั้งเครื่องรีฟิลและนำขวดมาเอง, เรียกรถรีฟิลได้ถึงที่แบบในต่างประเทศ, วางรีฟิลไว้ให้ตั้งขายบนเชลฟ์ หรือรีเทิร์นส่งตรงถึงบ้าน สัดส่วนพรีเมี่ยมโปรดักต์ครึ่งต่อครึ่ง เพราะเทคโนโลยีในไทยยังไม่เอื้อขนาดนั้นและต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก
นางณัฏฐิณีกล่าวต่อว่า บริษัทใช้เวลากว่า 20 ปีในการทำเรื่องความยั่งยืน เพราะมีความซับซ้อนในหลากหลายมิติ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนมีจำกัด โดยได้อ้างอิงถึง World Economic Forum (WEF) ที่ได้เผยตัวเลขว่ามีผู้เชี่ยวชาญเพียง 6% แต่ความต้องการทางการตลาดต้องการมากถึง 8%
ไทยจะ Net Zero ได้อย่างไร
นางณัฏฐิณีมองว่า ในฐานะแบรนด์ใหญ่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และมีความเกี่ยวข้องกับทุกคน เข้าใจได้ว่าไทยให้คำมั่นสัญญา Net Zero ในอีกหลายปี แต่ข้อจำกัดคือเรื่องการเงินที่ต้องปฏิวัติเทคโนโลยีเพื่อที่จะให้ไปด้วยกันได้ทั้งประเทศ ต้องมีการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนแก่ภาคประชาสังคมมากกว่านี้
เธอมองว่า บางคนอาจยังไม่เข้าใจว่า Net Zero คืออะไร บางทีเป็นภาษาอังกฤษจึงอาจไม่เข้าใจว่าเกี่ยวกับตัวเองได้อย่างไร จึงได้เน้นย้ำว่าควรจะต้องมีการให้ความรู้แก่ประชาสังคมในส่วนนี้อีกมาก อีกส่วนหนึ่งคือภาคการขนส่งต้องมีการขยายเรื่องโลจิสติกส์ ชาร์จจิ้งสเตชั่น หรือรถพลังงานทดแทนจะต้องเพิ่มจำนวนขึ้น ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยสโคป 3 ในภาคการขนส่งมากขึ้นด้วย
บริษัทยืนยันจุดยืนที่ว่า “ทำเรื่องความยั่งยืนเพราะเราไม่สามารถทำธุรกิจได้ในโลกที่ป่วย” โดยได้ยกตัวอย่างว่า หากไม่ทำการเกษตรฟื้นฟูในอนาคต อาจไม่มีข้าวหอมมะลิเพื่อทำคนอร์คัพโจ๊กอีกแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางธุรกิจในระยะยาว
ยูนิลีเวอร์เข้าใจดีว่า “เราทำคนเดียวไม่ไหว” สิ่งเหล่านี้ต้องทำร่วมกับภาครัฐ ถึงเวลาแล้วที่ต้องลดการใช้พลาสติก ภาครัฐต้อง Make It Happen ภาคคอนซูมเมอร์ก็ต้องมีการแยกขยะด้วย เพื่อให้เป้าหมายความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงในวงกว้าง
