กลับมาที่พื้นกับฐาน
คอลัมน์ เติมความคิดพิชิตการลงทุน
โดย พรเทพ ชูพันธ์ บล.ไทยพาณิชย์
ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงต้นปี ทำให้ forward P/E ตลาดหุ้นไทย (price-to-earnings ratio ที่คำนวณจาก earnings ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า) ขยับขึ้นไปที่กว่า 16 เท่าในเดือน ก.พ. ตอน SET index ขึ้นไปแถว 1,850 จุด นับว่าค่อนข้างสูง และถือว่าเข้าใกล้เป้าหมาย SET index 1,900 จุด (เป้าหมายสิ้นปี 2561) เพียงแต่ว่ามันเกิดขึ้นเร็วเกินไป มาถึงเป้าปลายปีตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ผลก็คือมันเร็วจน earnings หรือกำไรของบริษัทจดทะเบียนตามราคาหุ้นไม่ทัน ทำให้ค่า P/E อยู่ในระดับสูงจนขาดเสถียรภาพ
ที่ระดับ P/E สูง ๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ตลาดหุ้นร่วงแรงได้ เนื่องจาก P/E ที่สูง ๆ บ่งบอกว่าราคาหุ้นได้สะท้อนความคาดหวังการเติบโตในอนาคตและความมั่นใจทั้งหลายเข้าไปค่อนข้างมากแล้ว โอกาสที่จะ surprise ในทางบวกไปกว่านั้นจึงเป็นไปได้ยาก
ในทางกลับกัน ข่าวร้ายใด ๆ ย่อมกระทบตลาดได้ง่าย ทุกคนมีกำไร ขายได้ทุกราคา จึงเกิดการเทขายค่อนข้างแรงเมื่อมีความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าเข้ามากระทบตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่สหรัฐตัดสินใจเดินหน้าขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมกับพันธมิตรอย่างยุโรป แคนาดา เม็กซิโก ตลอดจนการเดินออกจากที่ประชุม G7 ของสหรัฐ (ตามด้วยการสาดคำพูดแย่ ๆ เข้าใส่กันของทั้งสหรัฐและประเทศเพื่อนบ้าน) ซึ่งทำให้เกิดการมองว่า หากปล่อยให้สงครามการค้าดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ อาจส่งผลให้โลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้
อย่างไรก็ตาม เรายังมีมุมมองว่าสุดท้ายทุกอย่างจะจบลงที่โต๊ะเจรจา เพราะสหรัฐเองก็กำลังจะมีเลือกตั้ง mid-term election (พ.ย. 2561) ซึ่งทางฝั่ง Republican ตอนนี้คุมเสียงทั้งในสภาคองเกรส และฝ่ายบริหาร หากเป็นผู้นำพาเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย อาจกระทบต่อฐานเสียงได้ เพราะการตอบโต้ด้วยภาษีจากประเทศคู่ค้าดูเหมือนจะมีการเล็งแบบหวังผล เช่นยุโรป ประกาศ ล่าสุด ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งคำเชิญนาย Jean-Claude Juncker (European Commission President) เข้าพบที่ทำเนียบขาว ซึ่งนาย Juncker ก็ตอบรับคำเชิญเพื่อเจรจาเรื่องภาษี ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้
ส่วนจีนก็มีท่าทีชัดเจนมาตลอดว่าต้องการเจรจามากกว่าต้องการสงครามการค้า และแม้จะมีคนมองว่าการตอบโต้ของจีนอาจรุนแรงไปถึงการออกมาตรการกีดกันบริษัทสหรัฐ ที่ดำเนินกิจการในจีน หรืออาจมีการเทขายพันธบัตรสหรัฐออกมา เพื่อทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐสูงขึ้นเพื่อตอบโต้ แต่เราก็มองว่านั่นไม่น่าใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะการทำร้ายกิจการในประเทศ (แม้จะเป็นกิจการสัญชาติสหรัฐ) ก็ย่อมส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในประเทศจีนให้ชะลอตัวเอง ส่วนการเทขายพันธบัตร ยิ่งขายมาก ๆ จีนก็ยิ่งขาดทุน (เปรียบกับการขายทุบหุ้นที่ตัวเองถืออยู่มาก ๆ ใครจะไปทำ ?) นอกจากนี้การขายพันธบัตรจะทำให้เงินหยวนแข็งค่า ยิ่งซ้ำเติมผู้ส่งออกจีนเข้าไปอีก
ทั้งนี้เรามองว่าตลาดหุ้นไทยไม่ได้อยู่ในระดับที่แพงแล้ว P/E ratio ปรับลงมาถึงระดับ -1SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปี (ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา) จึงอยู่ในระดับที่ลงทุนได้ โดยให้กลับมามองที่พื้นฐานเป็นหลัก กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นที่มี P/E สูง ๆ (พื้นฐาน earnings ตามไม่ทันราคา) และเน้นหุ้นกลุ่มที่ราคายังล้าหลังตลาด และมีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวด้วย โดย theme ที่เราแนะนำสำหรับไตรมาส 3 นี้จะเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อน และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรขาขึ้น
ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้เงินบาทอ่อนได้แก่ 1) สงครามการค้าน่าจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า เม็ดเงินไหลกลับไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย และดุลการค้าสหรัฐ ที่น่าจะขาดดุลน้อยลง 2) เศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง และการขึ้นดอกเบี้ยที่ทำได้เร็วกว่ายุโรปและภูมิภาคอื่น ๆ ส่งผลให้ดอลลาร์แข็ง 3) ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีแนวโน้มลดลง จากเศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้น และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงจะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงในที่สุด
ส่วนมุมมองว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรจะปรับตัวขึ้นมาจาก สัญญาณจาก ธปท. ที่เริ่มมีมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ยบ้าง แม้จะไม่ใช่ในปีนี้ แต่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรน่าจะเริ่มรับรู้แนวโน้มนี้ ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเข้าใกล้กรอบเป้าหมายของ ธปท. (ทั้งจากราคาน้ำมัน และเศรษฐกิจในประเทศที่เริ่มขยายตัวดี) และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ มีแนวโน้มขยับขึ้นต่อเนื่อง 2 ปัจจัยนี้จะช่วยหนุนให้ดอกเบี้ยพันธบัตรไทยปรับขึ้นเช่นกัน
สำหรับหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และค่าเงินบาทอ่อน ได้แก่ กลุ่มธนาคาร อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร โดยหุ้น top-pick ไตรมาส 3/61 ของ บล.ไทยพาณิชย์ ได้แก่ BBL, KBANK, HANA, KCE, CPF และ TU