‘ไทย’ จากผู้ประกอบการสู่ประเทศผู้เช่าพื้นที่ดิจิทัลจากต่างชาติ
คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนไทยภูมิใจว่าเราเป็น “ประเทศผู้ประกอบการ” ทุกตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยร้านค้า SMEs และธุรกิจใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ออกสู่ตลาด แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจไม่ได้อยู่ในจุดนั้นอีกต่อไป เพราะวันนี้เรากำลังค่อย ๆ แปรสภาพกลายเป็น “ประเทศผู้เช่าพื้นที่ดิจิทัล” ที่ต้องอาศัยแพลตฟอร์มต่างชาติเพื่อหายใจและทำมาหากิน
ภาพที่ชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ “เศรษฐกิจแบบเช่าแพลตฟอร์ม” ที่ผู้ขายไทยจำนวนมหาศาลต้องพึ่งพาเพียงไม่กี่แอปขนาดใหญ่ ยอดซื้อส่วนใหญ่จบลงในระบบเดียว แต่ต้องแลกกับการจ่าย “ภาษีแพลตฟอร์ม” ต่อหนึ่งคำสั่งซื้อ ทั้งค่าคอมมิชชั่น ค่าโฆษณา และค่าขนส่งในระบบ ผลลัพธ์คือกำไรของร้านค้าลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ข้อมูลพฤติกรรมของคนไทย ทั้งการซื้อ การจ่าย การส่ง หรือการดูโฆษณา ถูกดูดเข้าไปอยู่ในระบบปิดที่อัลกอริทึ่มเป็นผู้กำหนด
เมื่อทุกอย่างถูกรวมศูนย์ อำนาจต่อรองของรัฐและผู้ประกอบการก็ลดลง กติกา ข้อมูล และผลกำไรถูกย้ายออกนอกประเทศได้ง่าย เราอาจกำลังสร้าง “บ้าน” บนพื้นที่เช่าที่วันหนึ่งเจ้าของอาจไล่เราออกได้ทันที ผลกระทบนี้ไม่ได้หยุดแค่ร้านค้าออนไลน์ แต่กำลังขยายเป็นลูกโซ่ไปยังหลายอุตสาหกรรม
– การค้าปลีก แบรนด์และผู้ผลิตท้องถิ่นถูกบีบให้เหลือบทบาทเพียงผู้จัดหาสินค้าในระบบของคนอื่น กำไรที่เคยได้ค่อย ๆ หายไปอย่างถาวร
– การขนส่ง ราคา และมาตรฐานถูกกำหนดโดยศูนย์กลาง ทำให้ผู้ให้บริการไทยจำนวนมากเหลือสถานะเพียงผู้รับงาน
– สื่อและโฆษณา งบฯการตลาดของไทยไหลเข้าสู่ระบบโฆษณาของแพลตฟอร์ม สื่อดั้งเดิมและเอเยนซี่ไทยทยอยหายใจรวยริน
– การเงิน ระบบสินเชื่อและการให้กู้ยืมที่ฝังอยู่ในแพลตฟอร์ม ใช้ข้อมูลที่เหนือกว่าในการปล่อยกู้ กำไร ดอกเบี้ยไหลออกนอกประเทศ ธนาคารท้องถิ่นเสียเปรียบ
– ประกันภัย การขายประกันที่ฝังในขั้นตอนชำระเงิน ดันผู้เล่นไทยไปอยู่ในฐานะผู้ผลิตเบื้องหลัง แทนที่จะเป็นเจ้าของตลาด
– ภาษีรัฐ รายได้จากภาษีนิติบุคคลไหลออกนอกประเทศ ขณะที่ภาษีนำเข้ากลายเป็นแรงกดดันผู้ค้าไทย
– แรงงาน งานที่สร้างมูลค่าเพิ่มถูกดูดไปที่แพลตฟอร์ม คนไทยจำนวนมากกลายเป็นแรงงานอิสระรายชิ้น รายได้โตช้ากว่ากำไรแพลตฟอร์ม
– เสถียรภาพระบบ หากแพลตฟอร์มล่ม หรือเปลี่ยนกติกา ห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลของไทยอาจหยุดชะงักทั้งประเทศ
สิ่งที่เราเห็นในตลาดออนไลน์วันนี้ จะขยายไปสู่อุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ ทั้งค้าปลีก การเงินและเครดิต การขนส่งและคลังสินค้า สื่อและโฆษณา รวมถึงบริการครบวงจรอย่างประกันภัยและการท่องเที่ยว ผ่านรูปแบบแอปเดียวที่รวมทุกบริการไว้ครบ และเราจะยิ่งเห็นชัดเจนขึ้นเมื่อสัญญาณเตือนเริ่มปรากฏ ทั้งค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การบังคับใช้บริการที่ผูกเงื่อนไข การปิดกั้นข้อมูลลูกค้าหลังการซื้อ การดันสินค้าของตนเองให้เด่น งบฯโฆษณาที่ไหลเข้าสู่แพลตฟอร์มมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบฯรวม การบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้า และผู้ประกอบการไทยที่ทยอยปิดตัวลง
แนวทางรับมือกับการไหลเข้ามาของแพลตฟอร์มจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ภาครัฐจำเป็นต้องควบคุมกรอบราคาค่าบริการ ปิดช่องทางการเลี่ยงภาษี บังคับมาตรฐานความปลอดภัย และฉลากสินค้านำเข้าให้เทียบเท่าสินค้าในประเทศ เอาจริงเอาจังกับสินค้าผิดกฎหมาย กำหนดให้ผู้ขายจากต่างประเทศต้องมีตัวแทนรับผิดชอบในไทย ประกาศสิทธิการเลือกผู้ให้บริการขนส่งอย่างเสรี และเปิดเผยอัตราค่าธรรมเนียมจริง รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มการค้ากลางแบบเปิดที่เป็นของประเทศและบริหารโดยมืออาชีพ
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเองต้องคุมกำไรต่อคำสั่งซื้อให้ชัดเจน หลีกเลี่ยงการแข่งตัดราคาด้วยการสร้างสินค้าชุดหรือสินค้าพิเศษ บริหารการโฆษณาอย่างมีประสิทธิภาพ หยุดแคมเปญที่เผาเงินโดยไม่ก่อผล กระจายการขนส่งเพื่อลดต้นทุน เก็บข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามกฎหมาย พัฒนาระบบสมาชิกและแต้มสะสมเพื่อเพิ่มความคุ้มค่า และขยายช่องทางการขายไปสู่รูปแบบอื่น ๆ เช่น เว็บไซต์ของแบรนด์ การไลฟ์สด และพันธมิตรทางการตลาด รวมทั้งเพิ่มรายได้จากการขายแบบธุรกิจต่อธุรกิจ หรือการขายจำนวนมาก
นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา หากรัฐบาลใหม่ไม่ลุกขึ้นมาปกป้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย วันนี้เรากำลังเดินจากการเป็น “ประเทศผู้ประกอบการ” ไปสู่ “ประเทศผู้เช่าพื้นที่ดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบ คำถามคือ เราจะรอให้รัฐบาลชุดต่อไปมาจัดการ หรือจะเริ่มลงมือกันตั้งแต่วันนี้