ในทุกเหตุการณ์ทางการเมือง ล้วนมีบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น “6 ตุลา 2519” ก็เช่นเดียวกัน
การชุมนุมทางการเมืองในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นการชุมนุมเพื่อเสนอข้อเรียกร้องทางการเมืองต่าง ๆ เช่น การคัดค้านการกลับเข้าประเทศของผู้นำเผด็จการที่เคยขับไล่ออกไปหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 จนนำมาสู่การสังหารหมู่กลุ่มผู้ชุมนุมในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ตลอดเวลา 49 ปีหลังเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จบลง สังคมก็เข้าสู่ความ “เงียบงัน” โดยเฉพาะในช่วงปีแรก ๆ การนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในวันนั้นถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ในขณะที่โฆษณาชวนเชื่อของรัฐที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์มีการนำเสนออย่างแพร่หลาย
เป็นห้วงเวลาที่ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยเฉพาะผู้ถูกกระทำและครอบครัว ต้องเก็บความรู้สึกและความทรงจำต่อเหตุการณ์นั้นไว้ และเป็นเช่นนั้นไปอีกว่า 20 ปี กระทั่งมีการจัดงานรำลึกครบรอบเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา เป็นครั้งแรกในปี 2539
แม้สังคมดูเหมือนจะเปิดกว้างทางการเมืองมากขึ้น แต่การกล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ยังคงเป็นเรื่อง “อิหลักอิเหลื่อ” ที่จะพูดถึง เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับแนวคิดทางการเมือง การรับรู้ต่อการกระทำของผู้เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ถูกกระทำ ผู้กระทำความรุนแรง และผู้สังเกตการณ์ ก็เปลี่ยนแปลงไปพร้อม ๆ กับ “ความทรงจำ” ต่อเรื่องราวในวันนั้น
บ้างพยายามลืมสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด บ้างพยายามทำความเข้าใจเพื่อให้ทำใจได้ บ้างพยายามบิดเบือนความทรงจำเพื่อให้ใช้ชีวิตต่อไปได้ แต่ถึงจะพยายามลืมมากแค่ไหน สิ่งที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 6 ตุลา ก็ยังคงทิ้งตะกอนไว้ในใจของเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้
กลายเป็นภาวะไร้ความสามารถที่จะจำหรือลืม จะบอกเล่าจำให้ชัดเจนดั่งใจก็ทำไม่ได้ จะลืมไปเสียให้หมดก็ทำไม่ได้ ผู้เขียนจึงเรียกสภาวการณ์เช่นนี้ว่า ภาวะ “ลืมไม่ได้จำไม่ลง” หรือ “Unforgetting”
ในโอกาสครบรอบ 49 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา “สำนักพิมพ์มติชน” ชวนนักอ่านทุกท่านพบกับหนังสือ “ห้วงแห่งความเงียบงัน : ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519” (MOMENTS of SILENCE: The Unforgetting of the October 6, 1976, Massacre in Bangkok – MoS) เขียนโดย “ธงชัย วินิจจะกูล” แปลโดย “สุภัตรา ภูมิประภาส”
หนังสือเล่มนี้ เป็นงานวิชาการที่มีกลิ่นอายความทรงจำ ของทั้งผู้เขียนและผู้แปลที่เป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ 6 ตุลา และมองว่าการจัดทำหนังสือเล่มนี้เป็นพันธกิจของชีวิต และเป็นสิ่งอุทิศให้แก่ผู้ที่จากไปในเหตุการณ์ดังกล่าว
โดยนำเสนอการเปลี่ยนแปลงของ “ความทรงจำ” ต่อเหตุการณ์ 6 ตุลาหลังจากเหตุการณ์จบลง และนำเสนอประเด็นน่าสนใจที่ยังไม่เคยนำเสนอเป็นภาษาไทยมาก่อน
‘ความทรงจำ’ ของเหตุการณ์ 6 ตุลา
“ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล” กล่าวว่า ธีมหลักของหนังสือเล่มนี้คือการพูดถึง “ความทรงจำ” ของเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่เปลี่ยนไปในรอบ 40 ปีหลัง หนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงเหตุการณ์ไม่มากนัก แต่จะทิ้งปัญหาและปริศนาที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ยังหาคำตอบไม่ได้
โดยเนื้อหาจะกล่าวถึงห้วงเวลาหลังจากนั้นว่ามีผลกับความทรงจำต่อ 6 ตุลา อย่างไร หรือ 6 ตุลา มีผลต่อเรื่องเหล่านั้นอย่างไร เช่น งานรำลึก 20 ปี 6 ตุลา ในปี 2539 มีผลอย่างไรต่อการที่สังคมไทยรับรู้เหตุการณ์นี้มากขึ้น “สังคมไทยพูดเรื่องอะไรได้ และอะไรไม่ได้บ้าง” เป็นต้น
เงื่อนไขและปัจจัยทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ พุทธศาสนา ตลอดจนความเป็นไทย ที่มีผลทำให้ผู้คนราวทศวรรษที่ 2540 รับรู้เรื่อง 6 ตุลา มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ชัดเจน ปัจจัยเหล่านั้นสร้างการเข้าใจเหตุการณ์ 6 ตุลาขึ้นมาแบบไหน
ยกตัวอย่างเช่น “เหตุการณ์ 16 ตุลา” ที่ไม่มีอยู่จริง แต่ผู้คนนำเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 มารวมกัน ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่ทำให้คนนำปัจจัยต่าง ๆ มาบวกกัน และสร้างเป็นเรื่องนี้ขึ้นมา
“ความเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขทางการเมือง ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การรัฐประหารหรือการเลือกตั้งเท่านั้น แต่หมายถึงบรรยากาศการพูดคุยเรื่องสิทธิมนุษยชน อำนาจรัฐที่มากขึ้นหรือน้อยลง มีผลทำให้ความทรงจำ 6 ตุลา ทั้งในฝ่ายผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ และคนทั่วไปที่เฝ้าสังเกตการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไปอย่างไร”
บันทึกความทรงจำ-งานวิชาการ
ธงชัย วินิจจะกูล เป็นหนึ่งในเยาวชนนักโทษที่ถูกจำคุกในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยเป็นโฆษกหลักในวันและคืนมหาอำมหิตนั้น เขากล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ที่เป็นทั้งบันทึกความทรงจำและงานวิชาการ ว่า ยากง่ายคนละแบบ เรื่องที่เกี่ยวกับส่วนตัวนั้นไม่ใช่แค่อารมณ์ความรู้สึก แต่เป็นเรื่องการ “ครุ่นคิด” กับเรื่องวันนั้นในแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่การคิดแบบวิเคราะห์ด้วย แต่เป็นการคิดว่า “ทำไมคนเปลี่ยนความคิด ทำไมคนไม่รู้สึกผิดเลย และ ทำไมคนกลัวขนาดนั้น” เป็นต้น
“เมื่อเกี่ยวข้องกับตัวเอง ก็หนักเหมือนกัน เหตุการณ์วันนั้นทำให้ผมชะงักไปหลายตอน บางทีก็เป็นเดือน”
ขณะที่การทำงานในเชิงวิชาการก็ท้าทายไปอีกแบบ เนื่องจากไม่ชอบทำอะไรง่าย ๆ หนังสือเล่มนี้จึงใช้เวลาเขียนนาน เพราะให้เวลาในการคิดวิเคราะห์เยอะมาก
ความทรงจำที่เปลี่ยนไป เพราะปัจจัยการดำเนินของกาลเวลาที่ไปกระทบความทรงจำ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย เผยว่า ใช้เวลานานมากกว่าจะคิดคำหนึ่งออกมาได้ นั่นคือคำว่า “ประวัติศาสตร์โหดร้าย” ซึ่งหมายถึงประวัติศาสตร์ในทุก ๆ ความหมาย
ความเปลี่ยนแปลงและไม่เปลี่ยนแปลง และอุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์สามารถฆ่าคนได้ และเต็มไปด้วยความลวง ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยความลวง ทั้ง ๆ ที่เราคิดว่ากำลังหาความจริง
ปัจจุบัน เรารู้ว่าที่ผ่านมามีประวัติศาสตร์มากมายที่ผิด แต่มนุษย์ก็เติบโตมาท่ามกลางประวัติศาสตร์ที่ผิด มนุษย์ก็ไม่เห็นจะพังพินาศหรือสูญพันธุ์ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เรารู้อยู่ในปัจจุบันที่นั้นถูก
“มนุษย์เติบโตมาท่ามกลางประวัติศาสตร์ที่ผิดตลอดเวลาเป็นปกติ ประวัติศาสตร์ผิด ๆ ความทรงจำผิด ๆ หรือความทรงจำที่มีปัญหาเหล่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของเรา”
การชุมนุมปี 63 และ 6 ตุลา 19
ส่วนหนึ่งในหนังสือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย เขียนไว้ว่า “ต้นฉบับ MOMENTS of SILENCE (MoS) แล้วเสร็จในปี 2561 และได้รับการตีพิมพ์ในปี 2563 เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้าขบวนการเคลื่อนไหวของเยาวชนในปีนั้น ซึ่งมีส่วนทำให้ความทรงจำ 6 ตุลา เปล่งเสียงครึกโครมอย่างยิ่ง ถ้าผู้เขียนยังอยู่ระหว่างการเขียน MoS ในขณะที่ขบวนการเยาวชนในปี 2563 กำลังดำเนินไป ผู้เขียนคงจะเขียนบทที่ 11 ของหนังสือเล่มนี้เพิ่มเติม โดยให้ชื่อบทเพิ่มนี้ว่า Smashing the Ceiling หรือ ทะลุเพดาน”
เหตุการณ์ 6 ตุลา เปรียบเสมือนกุญแจไขประตูให้ขบวนการเยาวชนในปี 2563 เข้าใจการเมืองและสถาบันต่าง ๆ และทำให้เห็นปัญหาและตาสว่าง
“6 ตุลา มีส่วนกับขบวนการปี 63 และ ขบวนการปี 63 ก็มีส่วนกับความทรงจำ 6 ตุลา มันทำให้กว้างขวางและเป็นที่รับรู้มากขึ้น…ที่ผ่านมาเวลาจัดงานรำลึก 6 ตุลา หรือเขียนหนังสือให้คนรุ่นหลังรับรู้ เราไม่สามารถพูดอย่างจริงจังได้เลยว่าเขารับรู้จริงหรือไม่ จนกระทั่งหลังปี 63 ที่เรารู้ว่าจริง”
ธีมหลักของหนังสือเล่มนี้คือการเปลี่ยนแปลงของการเมืองในความหมายกว้าง ทั้งวัฒนธรรมการเมือง บรรยากาศการเมือง ที่มีผลต่อความทรงจำและการรับรู้เรื่อง 6 ตุลา เพราะฉะนั้นขบวนการเยาวชนในปี 2563 ย่อมเกี่ยวข้องกัน
ความทรงจำของตัวเอง ‘เปลี่ยน’
เมื่อถามว่า ธีมหลักของหนังสือเล่มนี้คือการเปลี่ยนแปลงของความทรงจำ อันเนื่องมาจากหลายปัจจัยที่สำคัญคือการเมือง แล้วความทรงจำของ “ธงชัย” ที่ผ่านมา ต่อ 6 ตุลา เปลี่ยนไปหรือไม่
เขาตอบทันทีว่า “เปลี่ยน” แต่วันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยังคงจำได้ไม่เคยเปลี่ยน แม้จะลืมรายละเอียดไปบ้าง สิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะบอก คือ ความหมาย ความสำคัญ คุณค่า ผลดี ผลเสีย ผลกระทบต่อตัวเรา ต่อสังคม เป็นอย่างไร ความทรงจำจึงเป็นเรื่องของการให้ความหมาย
สำหรับตัวเอง ระยะแรกอาจจะเจ็บแค้น รู้สึกแย่ น่าเศร้า และยังร้องไห้อยู่บ่อย ๆ จนประมาณ 20-30 ปี ถัดมา อาจจะร้องไห้มากเกินไปแล้วก็เลยหยุด แต่ส่วนหนึ่งของการได้พูดถึง การที่คนพูดถึงเหตุการณ์นั้น ทำให้เราไม่ต้องเก็บไว้คนเดียว ได้เเชร์ออกมา มีคนร่วมแชร์ด้วย ก็ง่ายขึ้นที่จะใช้ชีวิตกับมันได้
“ผมยังคิดถึงมันทุกวัน ระยะแรก ๆ ผมคิดว่าควรทำอะไรดีกว่านั้นมั้ยในเช้าวันนั้น ไม่ใช่แค่อย่างที่เป็นอยู่ ก็ไม่มีคำตอบ เพราะสุดท้ายก็คิดไม่ได้ว่าควรทำอะไรได้ดีกว่านั้นมั้ยที่ทำให้คนไม่ต้องเสียมากขึ้น…หลังจากนั้นคำถามหลัก ๆ คือทำยังไงถึงจะไม่ให้คนลืม ทำยังไงที่จะให้คนเอนเกจกับมัน และสร้างความหมายกับมัน”
ปีหลัง ๆ คนพูดถึง 6 ตุลา มากขึ้น ก่อนปี 2563 ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย กล่าวว่า ได้เขียนเรื่องการลอยนวลพ้นผิดในโอกาสรำลึก 40 ปี 6 ตุลา เมื่อปี 2559 ซึ่งนั่นมากกว่าการทำให้คนลืมไม่ลืมแล้ว เพราะคิดว่าคนพอจะรับรู้แล้ว
“ผมอยากให้คนคิดถึงมันในแง่ที่ว่าสังคมไทยเต็มไปด้วยการลอยนวลพ้นผิด แต่พูดอย่างตรงไปตรงมา ถ้าจะอาศัย 6 ตุลา เป็นช่องทางในการยุติการลอยนวลพ้นผิด ผมว่ายาก…ผมบอกเพื่อนฝูง ให้ทำใจว่าสักวันคนจะลืม ถ้าหาก Regime ยังไม่ Change เพราะมันเกิดขึ้นมานานก่อนเสื้อแดง ก่อนตากใบ กรณีเหล่านั้นยังมีคน Carry on ความทรงจำ แต่ 6 ตุลา รุ่นผมจะหมดแรงแล้ว”
จึงปล่อยให้เด็กขึ้นมาทำ เด็ก ๆ จะคิดกับ 6 ตุลาอย่างไรก็ต้องปล่อยเขา แต่คนรุ่นหลังจะมีสักกี่คนที่ติดตาม กลุ่มคนที่ติดตามเรื่องนี้จะค่อย ๆ เล็กลง
“ผมภูมิใจในเพื่อนฝูงหลายคนจำนวนมาก ที่ต่อสู้ยันให้ความทรงจำนี้ (เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519) มันอยู่ในสังคมไทย ให้คนรับรู้ ผมว่านี่เป็นวิธีตอบแทนเพื่อน ๆ ที่เสียชีวิตได้ดีที่สุด ถึงแม้เราจะฝืนธรรมชาติไม่ได้ว่าความทรงจำคนมัน Fade away”
จาก ‘ชาญวิทย์’ ถึง ‘ธงชัย’
“ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” เผยว่า ได้รู้จักกับ อ.ธงชัย ตั้งแต่ประมาณปี 2518 เมื่อเขาเข้ามาเป็นนักศึกษาปี 1 ธงชัยในวันนั้นเข้าเรียนวิชาพื้นฐานอารยธรรมไทยกับตน และได้คะแนนท็อปสุดในรุ่น โดยมารู้ทีหลังว่าในความเป็น “นักกิจกรรม” ธงชัยแทบไม่ได้เข้าเรียนเลย แต่ก็มักเป็นคนติววิชาให้กับเพื่อนร่วมรุ่นด้วยกัน โดยธงชัยเป็นนักเรียนเพียงไม่กี่สิบคนในรุ่นนั้นที่เลือกเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เป็นวิชาเอกในคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
อย่างที่ทราบกันดี ธงชัยตกเป็นหนึ่งในเยาวชนนักโทษที่ถูกจำคุกในช่วงเหตุการณ์อาชญากรรมรัฐไทย วันมหาวิปโยค 6 ตุลา 2519 โดยเขาเป็นโฆษกหลักในวันและคืนมหาอำมหิตนั้น เขาอยู่และเห็นเพื่อน ๆ ของเขาถูกถล่มและยิงกราดด้วยอาวุธสงคราม ตัวเขารอดชีวิตมาได้และติดคุก ถูกดำเนินคดีโดยศาลทหารอยู่ราว 2 ปี และได้รับนิรโทษกรรมในสมัยรัฐบาล “พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” เมื่อปี 2521
อ.ธงชัย ประสบความสำเร็จอย่างมากจากหนังสือ “Siam Mapped” ทั้งฉบับอังกฤษและฉบับแปลไทย และก็คงประสบความสำเร็จในหนังสือเล่มสำคัญเล่มที่สองที่เรากำลังพูดถึงกันในวันนี้ คือ Moments of Silence: The Unforgetting of the October 6, 1976 Massacre in Bangkok (Mos) ที่มีชื่อในภาษาไทยว่า “ห้วงแห่งความเงียบงัน ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519”
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ กล่าวอีกว่า หนังสือเล่มนี้ของ อ.ธงชัย เป็นทั้งสองอย่าง คือ เป็นทั้งบันทึกความทรงจำส่วนบุคคล ที่บรรยายให้เห็นภาพออันน่าสยดสยอง น่าสะพรึงกลัว และโศกเศร้าของเหตุการณ์วันนั้น แต่ในขณะเดียวกัน อ.ธงชัย ในฐานะของผู้ถูกกระทำก็พยายามที่จะเข้าใจจากมุมมองของฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายฆาตกร ฝ่ายพรรคพวกผู้สนับสนุนอาชญากรรมครั้งนั้น นี่น่าจะเป็นจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้
หนังสือเล่มนี้ เมื่อแปลออกเป็นภาษาไทย มีความยาวกว่า 500 หน้า จากคำแปลของนักแปลมือหนึ่ง “สุภัตรา ภูมิประภาส” นั้น เชื่อว่าเธอถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความนึกคิดของ อ.ธงชัย ออกมาได้เป็นอย่างดีเยี่ยม แถมเธอยังแอบให้ของขวัญเพิ่มเติมด้วยความสอดแทรกบันทึกส่วนตัวของเธอ ซึ่งเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว เธอยังเป็นเด็กนักเรียนหญิงตัวน้อย ๆ ที่เข้ามาร่วมชุมนุมกับพวกพี่ ๆ แล้วถูกตำรวจจับไปขังคุกไว้หลายวัน ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เธอเข้าใจดีถึงสภาพของคนจำนวนเป็นพัน ๆ ที่ทั้งถูกการเข่นฆ่า ทั้งถูกกลุ้มรุมทำร้าย ล้มตาย หรือรอดหนีไปได้
หนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด 10 บท บทแรกเป็นกรอบทฤษฎีทางวิชาการว่าด้วย “ความเงียบ” ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็น “การลืม” เป็นความทรงจำที่เราไม่ได้ลืม แต่เรามักจะผลักมันออกจากตัว พยายามที่จะไม่นึกถึงมันตลอดเวลา การแปลและการตีพิมพ์ออกมาเป็นภาษาไทยโดย “มติชน” นั้นห่างจากการตีพิมพ์ในภาษาอังกฤษเพียง 5 ปีเท่านั้นเอง นับว่ารวดเร็วทันควัน และควบคู่ไปกับสถานการณ์ของการที่จะครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา ในปี 2569 นี้เอง
“หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา หนังสือพิมพ์ถูกปิด ข้อมูลจึงมีจำกัด ดังนั้นงานของ อ.ธงชัย จึงพิเศษเรื่องข้อมูล มีทั้งความทรงจำในฐานะผู้อยู่ในเหตุการณ์ และข้อมูลที่รวบรวมอย่างรอบคอบ รวมถึงข้อมูลจากต่างประเทศ อ.ธงชัย รออยู่ 20 ปี กว่าจะเริ่มต้นศึกษา เหตุการณ์ 6 ตุลา และใช้เวลาเขียนอีก 20 ปี หนังสือเล่มนี้จึงเป็นงานประณีต”
“เมื่อหนังสือเล่มนี้แปลเป็นไทยแล้ว ก็คงมีอิทธิพลต่อคนรุ่นใหม่ มีหลายเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าคนรุ่นใหม่อยากรู้เรื่อง 6 ตุลา เช่น ช่วงปี 2563 ในการชุมนุมประท้วง มีการฉายภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา มีการเรียกร้องข้อเสนอในการเปลี่ยนแปลงประเทศ หรือจะเป็นมิวสิควิดีโอเพลง “ประเทศกูมี” ที่นำภาพ 6 ตุลา มาประกอบ คนเข้าไปดูหลักล้าน แสดงว่าคนรุ่นใหม่ก็สนใจ และหนังสือเล่มนี้ก็น่าจะเป็น Best Seller…หนังสือเล่มนี้มาจากคนเขียนที่ดังที่สุดคนหนึ่งในโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย”
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเล่าเหตุการณ์ แต่พยายามวิเคราะห์ว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงถูกลืมหรือถูกทำให้เงียบไปในสังคมไทย และมีกระบวนการ “ไม่ลืม” เป็นอย่างไรบ้าง เรื่องราวทั้งหมดช่างสลับซับซ้อน ที่เราแต่ละคนในฐานะปัจเจกชนที่สนใจต่อความเป็นมาของอดีต จะนำมาคิดในปัจจุบัน กลับการที่จะต้องเดินหน้าสู่อนาคตอย่างไร
ห้วงแห่งความเงียบงัน: ภาวะลืมไม่ได้จำไม่ลง หลัง 6 ตุลา 2519
- ผู้เขียน: ธงชัย วินิจจะกูล
- ผู้แปล: สุภัตรา ภูมิประภาส
- ภาพปกและภาพเปิดบทโดย: ตะวัน วัตุยา
- ทดลองอ่านได้ที่: https://bit.ly/3Vl7Eam
- สามารถ PRE-ORDER ได้ตั้งแต่วันที่ 16 – 30 กันยายน 2568
- เริ่มจัดส่งหนังสือตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป
- สำหรับรอบ PRE-ORDER ราคาเพียง 456 บาท จากราคาปกติ 570 บาท รับทันที ลายเซ็นนักเขียนและผู้แปล
- พิเศษ พร้อมรับของที่ระลึก โปสการ์ดขนาด 10×15 cm. และที่คั่นหนังสือขนาด 4.5×15 cm. รวม 4 ชิ้น ในลวดลายพิเศษผ่านสัญลักษณ์แห่งความทรงจำต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา ผ่านปลายฝีแปรงของศิลปินตะวัน วัตุยา