เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
Real Estate เจ้าสัวเจริญ ปรับพอร์ตสินทรัพย์ทำเลทอง 1.1 หมื่นล้าน ปิดดีลขายได้แล้ว 20 แปลง
กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
Economic กทม.อนุมัติเงินช่วยน้ำท่วมแล้ว 3 แสนราย ระดมทีมช่าง เร่งประเมิน ขยายเวลารับคำร้อง
ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
Business ยูนิลีเวอร์ ย้ำไทย Regional R&D & Innovation Hub
ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
Real Estate จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
Economic ‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
World ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
Real Estate ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
Real Estate เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
Real Estate ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
ดูทั้งหมด

วีระยุทธ ชี้ผล 4 สัญญาณ ‘ภาษีทรัมป์ 19%’ แนะใช้โอกาสรื้อโครงสร้างอุตสาหกรรม 

02 ต.ค. 2568 | 09:17น.
วีระยุทธ ชี้ผล 4 สัญญาณ 'ภาษีทรัมป์ 19%' แนะใช้โอกาสรื้อโครงสร้างอุตสาหกรรม 

รองหัวหน้าพรรค ปชน. ชี้ 4 สัญญาณชัด ‘ภาษีทรัมป์ 19%’ ส่งผลแล้วยอดส่งออก แนะรัฐเยียวยากลุ่มผู้ผลิตสินค้าธงแดงทันที ใช้โอกาสแรงสะเทือนเป็นจุดเริ่มต้นปรับใหญ่โครงสร้างอุตสาหกรรม เตรียมรับอนาคตจะหนักกว่าเดิม

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อเขียนผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จับ 4 สัญญาณ เมื่อภาษีทรัมป์ 19% ส่งผลกับไทยแล้ว โดยมีเนื้อหาดังนี้

สหรัฐอเมริกา เริ่มเก็บภาษีสินค้าที่ส่งออกจากไทยในอัตรา 19% หรือที่เรียกกันว่า Reciprocal Tariff ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เมื่อลงมาดูตัวเลขยอดส่งออกของไทยเดือนสิงหาคมที่เพิ่งออกมา เราเห็นสัญญาณที่สำคัญ 4 ข้อ

1.แรงสะเทือนของภาษีทรัมป์เริ่มนับหนึ่งแล้ว

สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญที่สุดของไทย จากยอดส่งออกของทั้งหมดของเราในปี 2567 รวม 10 ล้านล้านบาท คิดเป็นการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ถึง 18% หรือเกือบ 1 ใน 5

โดยปีที่แล้วเราได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ ถึง 1.2 ล้านล้านบาท มาชดเชยยอดขาดดุลกับจีนที่เราติดลบ 1.6 ล้านล้านบาท

การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเป็นตัวช่วยดันจีดีพีของเราในปีนี้ เพราะในแต่ละเดือนเติบโตระดับ 14–29% (YoY) มาตลอดครึ่งปีแรก ทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” ที่มีพลังขับเคลื่อนแรงกว่าการบริโภคและการลงทุน

แต่แล้วเดือนสิงหาคมก็กลายเป็นจุดเปลี่ยน

จากที่ไทยเคยส่งออกไปสหรัฐฯ เดือนละกว่า 200,000 ล้านบาทมาตลอดช่วงพฤษภาคม–กรกฎาคม พอถึงเดือนสิงหาคมที่เริ่มถูกเก็บภาษีตอบโต้ ตัวเลขส่งออกของเราก็ตกลงมาเหลือแค่ 180,000 ล้านบาท

หากเทียบแบบ YoY ที่วัดจากช่วงเดียวกันในปีก่อน ก็พบว่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมมีอัตราการเติบโตเหลือแค่ 0.7% เท่านั้น ลดลงจากที่เคยขยายตัวเกิน 20% มาหลายเดือน

แรงกระแทกจากภาษีทรัมป์ต่อเศรษฐกิจไทย เริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ

2.กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังโตได้ แต่ก็ชะลอตัวลงเยอะ

ภายใต้ตัวเลขส่งออกรวมที่เริ่มไม่สดใส ก็ยังมีกลุ่ม “อิเล็กทรอนิกส์” ที่การเติบโตยังเป็นบวกอยู่ แต่ก็มีสัญญาณ “การเติบโตที่ชะลอตัวลง” อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เราต้องแยกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือสินค้าที่โดนสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้แล้ว เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งแม้จะยังเติบโตได้ 9% แต่ก็ชะลอตัวจากช่วงก่อนที่เคยขยายตัวถึงเดือนละ 26–79%

ส่วนอีกกลุ่มคือ สินค้าที่ยังอยู่ในภาวะ “สุญญากาศ” เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาแนวทางการเก็บภาษี เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่ยอดส่งออกเดือนสิงหาคมของไทยยังขยายตัว 27% แต่ก็นับว่าชะลอตัวจากช่วงก่อนที่เคยขยายตัวสูงระดับ 40–90% ต่อเดือนเช่นกัน

เรียกว่ายังโตกันได้ แต่ค่อยๆ โตต่ำลงเหมือนเศรษฐกิจไทยภาพใหญ่

สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เป็นหัวหอกสำคัญของการส่งออกไทย แค่หม้อแปลงกับอุปกรณ์คอมสองพิกัดนี้ก็นำเงินเข้าไทยปีละ 300,000 ล้านบาทแล้ว

3.อัญมณี ปลากระป๋อง อาหารสัตว์เลี้ยง ยาง สิ่งทอ เริ่มเจ็บหนัก

กลุ่มที่ต้องติด “ธงแดง” กันจริงจังแล้ว คือกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์ เพราะยอดส่งออกหายไปแบบก้าวกระโดด

สินค้าสำคัญที่ยอดส่งออกเดือนสิงหาคม “วูบ” หายไปราว 1 ใน 3 ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ (–30%) ปลากระป๋อง (–29%)

อีกกลุ่มที่เจ็บรองมาเพราะยอดส่งออกหายไปราว 1 ใน 5 คือ ถุงมือยาง (–24%) เครื่องปรับอากาศ (–23%) ยางรถยนต์ (–23%) อาหารสัตว์เลี้ยง (–19%) และสิ่งทอ (–17%)

ในขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มักเป็นการผลิตโดยบริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนในไทย กลุ่มอัญมณี อาหารทะเล อาหารสัตว์เลี้ยง ยาง สิ่งทอ ที่เป็นกลุ่มธงแดงนี้จะมีสัดส่วนผู้ประกอบการไทยเป็นหลักและมีการจ้างงานเยอะ

เช่น บริษัทเครื่องประดับ (ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ) จ้างงานรวมกว่า 55,000 คน ส่วนบริษัทสิ่งทอ (ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ) ก็จ้างงานในประเทศถึง 120,000 คน

กลุ่มธงแดงนี้จึงควรเป็น target หลักที่รัฐบาลต้องรีบเดินหน้าเข้าหา

4.การส่งออกกลายเป็นตัวฉุดจีดีพีครึ่งปีหลังต่อไปถึงปีหน้า

สัญญาณที่น่ากังวลที่สุดก็คือ แนวโน้มการหดตัวของการส่งออกจะไม่ใช่การค่อยๆ ไหลลงแบบการขับรถลงสะพาน แต่เสี่ยงจะหล่นวูบทันทีและยาวนานเหมือนกับปรากฏการณ์ “ถนนทรุด”

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการส่งออกที่โตสูงลิ่วในช่วงครึ่งปีแรก ไม่ใช่การเติบโตแบบธรรมชาติ ที่ดีมานด์ขยายก่อนแล้วยอดผลิตก็เลยขยายตาม แต่เป็นเพราะบริษัททั้งหลายต่างพากัน “เร่งส่งออก” เอาสินค้าไปสต็อกไว้ที่สหรัฐฯ ให้เยอะที่สุด หนีความไม่แน่นอนก่อนจะโดนเก็บภาษี หรือที่เรียกกันว่า Front-loading

เพราะดีมานด์จริงแต่ละเดือนไม่ได้สูงเท่าปริมาณที่ส่งออกไป

พอเราเร่งใช้แต้มบุญไปล่วงหน้าแล้ว ครึ่งปีหลังและต่อเนื่องไปถึงปี 2569 จึงเสี่ยงที่การส่งออกจะทรุด กลายสภาพจากตัวดึงจีดีพีขึ้นเป็นตัวฉุดลงแทน จนหลายสำนักประมาณการจีดีพีไทยปี 69 ไว้ระดับ 1.5% เท่านั้น

มีแต่ต้องรีบขยับปรับนโยบายรับแรงกระแทกให้เร็วที่สุดเท่านั้น เราจึงสามารถหนีภาวะ worst case ข้างต้นได้

ทั้งนี้ เราสามารถอาศัยกลไกรัฐประสานเอกชนอย่าง Reinvent Thailand ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มนโยบายใหม่ที่ตั้งต้นไว้เมื่อเดือนกันยายน เพื่อเชื่อมภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาครัฐ เข้าด้วยกัน

สามารถเดินหน้าด้วยเป้าหมายเยียวยา-สนับสนุนกลุ่มผู้ผลิตสินค้าธงแดงได้ทันที

ข้อดีคือ ตอนนี้เราเห็นกลุ่ม “ธงแดง” ที่ได้รับผลกระทบหนักแล้วว่าอยู่ในกลุ่มไหนบ้าง มาตรการเยียวยา–สนับสนุน รวมถึงการหาตลาดส่งออกใหม่ จึงสามารถทำแบบ “พุ่งเป้า” ได้

เพราะการเยียวยาและหาตลาดใหม่ให้ “ปลากระป๋อง” ย่อมไม่เหมือนกับการเยียวยา-หาตลาดใหม่ให้ “อัญมณีเครื่องประดับ” จึงต้องใช้แนวทางคนละแบบ

และจะยิ่งดี หากเราถือโอกาสใช้แรงสะเทือนจากภาษีทรัมป์เป็นจุดเริ่มต้นปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ทั้งด้านการผลิต แรงงาน และเทคโนโลยี ครั้งใหญ่ เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าต้องปรับกันใหม่ทั้งระบบเพื่อเตรียมรับอนาคตที่มีแต่จะผันผวนยิ่งกว่าเดิม