เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

โอกาสทองยื่นหมูยื่นแมว! วีระพงษ์ แนะรัฐเร่งจบดีล ‘ภาษีทรัมป์’ ปฏิรูปการค้าไทย

30 ต.ค. 2568 | 20:08น.
โอกาสทองยื่นหมูยื่นแมว! วีระพงษ์ แนะรัฐเร่งจบดีล 'ภาษีทรัมป์' ปฏิรูปการค้าไทย

โอกาสทองยื่นหมูยื่นแมว! วีระพงษ์ แนะรัฐเร่งจบดีล 'ภาษีทรัมป์' ปฏิรูปการค้าไทย

ทีมเศรษฐกิจประชาธิปัตย์แนะรัฐบาลเร่งปิดดีลภาษีทรัมป์-โอกาสปฏิรูประบบมาตรฐานการค้าไทยดันมาตรฐานให้สูง ควบคู่วางยุทธศาสตร์เปิดตลาดใหม่ ลั่นเจรจารอบนี้ต้อง “ยื่นหมูยื่นแมว” 

นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อดีตผู้แทนการค้าไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรอบตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทย ว่าต้องยอมรับก่อน สงครามการค้าภาษีทรัมป์ยังไม่จบ ยังต้องทำต่อเนื่อง ขณะนี้อยู่ขั้นตอนที่สองเรื่องกำหนดรายละเอียดเนื้อในประเด็นการค้า ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนสาม ขอความเห็นชอบรายละเอียดข้อตกลงจากรัฐสภา

มีหลายประเด็นที่ไทยตกลงกับสหรัฐ อาทิ ภาษีตอบโต้ การจัดการมาตรการกีดกันทางการค้า กฎถิ่นกำเนิด ซึ่งยังเป็นเรื่องที่วางใจไม่ได้ เพราะยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อภาคเอกชน การลงทุน และเศรษฐกิจ เนื่องจากการเจรจาการค้ามีข้อดีและข้อเสีย

รองหัวหน้าพรรค ปชป.ชี้ว่า โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลตอนนี้ควรจบการเจรจาให้ได้เร็วที่สุด เพื่อทำให้เกิดความแน่นอนในการตัดสินใจและวางยุทธศาสตร์ต่อไป ควรใช้โอกาสนี้ปฏิรูปกฎกติกาต่าง ๆ ของประเทศ อาทิ ประเด็นสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน ความโปร่งใส ให้มีมาตรฐานสูง และเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

แต่โจทย์ที่สำคัญอีกอย่าง ต้องมีวิธีการที่ดีในการเปิดตลาดใหม่ ๆ ควบคู่ไป เพราะกรณีภาษีทรัมป์ทำให้ไทยต้องลดการพึ่งพิงทั้งจากสหรัฐและจีน ฉะนั้นการเปิดตลาดใหม่จึงเป็นอีกโจทย์สำคัญของรัฐบาล

ส่วนรายละเอียดกรอบข้อตกลงการค้าไทยสหรัฐ มีประเด็นใดน่ากังวลหรือไม่ นายวีระพงษ์มองว่าหลายฝ่ายอาจกังวลเรื่องการเปิดตลาด แต่คิดว่าการเปิดการค้าเสรีในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เพราะสหรัฐอเมริกาประกาศกับโลกจะไม่ใช้กฎกติกาองค์การการค้าโลก (WTO) แต่มาใช้กันเจรจาแบบพหุภาคีแทน

ฉะนั้น แรงกดดันเรื่องการเปิดตลาดและสินค้าในภาคบริการจะเกิดขึ้น เพราะอาจทำให้อุตสาหกรรมบางอย่างที่ได้รับผลกระทบล้มได้ ฉะนั้น การเจรจาครั้งนี้ควรเป็นแบบ “ยื่นหมูยื่นแมว” เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ