เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพสามิต เร่งตรวจสอบเจ้าหน้าที่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกาย-ลักลอบขายสินค้าหนีภาษี
Finance สรรพสามิต เร่งตรวจสอบเจ้าหน้าที่ หลังถูกกล่าวหาทำร้ายร่างกาย-ลักลอบขายสินค้าหนีภาษี
อิชิตันโหมเครื่องดื่มโค้งท้าย ผนึกไทยโคโค่ผุดสินค้าใหม่
Business อิชิตันโหมเครื่องดื่มโค้งท้าย ผนึกไทยโคโค่ผุดสินค้าใหม่
ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
Economic ร้อยมรดกเมือง เชื่อมสายน้ำ ปรับโฉมเกาะรัตนโกสินทร์
อนุทิน มั่นใจเป็นรัฐบาล 1 ปี GDP ดีขึ้น ย้ำยังไร้สัญญาณปรับ ครม.
Politics อนุทิน มั่นใจเป็นรัฐบาล 1 ปี GDP ดีขึ้น ย้ำยังไร้สัญญาณปรับ ครม.
ททท. จับมือ FLYNOW ขับเคลื่อน Soft Power แดนใต้ ผสานแฟชั่น–วัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยว
Business ททท. จับมือ FLYNOW ขับเคลื่อน Soft Power แดนใต้ ผสานแฟชั่น–วัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยว
จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
SD Talk จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
ม.หอการค้าฯ หวั่น ‘ฟองสบู่ AI’ ทำศก.ไทยสะดุด 1.17 แสนล้าน
Economic ม.หอการค้าฯ หวั่น ‘ฟองสบู่ AI’ ทำศก.ไทยสะดุด 1.17 แสนล้าน
ภูมิธรรมซัดส้ม ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง เตือนไม่ฟัง! เขากระโดง-ฮั้ว สว.จบ หากยกให้ พท.
Politics ภูมิธรรมซัดส้ม ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง เตือนไม่ฟัง! เขากระโดง-ฮั้ว สว.จบ หากยกให้ พท.
สมาคมนักข่าวฯ อบรม“AI For Journalists” หลักสูตรพื้นฐานยกระดับการใช้งาน AI นักข่าวภูมิภาค
Biz Movement สมาคมนักข่าวฯ อบรม“AI For Journalists” หลักสูตรพื้นฐานยกระดับการใช้งาน AI นักข่าวภูมิภาค
รัฐบาล ไร้งบโครงการใหม่ช่วย ‘กัมพูชา’ แจง 18 ล้านดอกเบี้ยสัญญาเดิม
Politics รัฐบาล ไร้งบโครงการใหม่ช่วย ‘กัมพูชา’ แจง 18 ล้านดอกเบี้ยสัญญาเดิม
ดูทั้งหมด

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ “ชาญวิทย์ ทระเทพ” กลับคืนตำแหน่งรองปลัดสธ.

17 ก.ค. 2561 | 18:15น.

วันนี้ (๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑) ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ บ. ๒๐๖/๒๕๕๘ หมายเลขแดงที่ บ. ๒๖๔/๒๕๖๑ ระหว่าง นายชาญวิทย์ ทระเทพ ผู้ฟ้องคดี กับ กระทรวงสาธารณสุข ที่ ๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ ๒ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ ๓ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ที่ ๔ นายกรัฐมนตรี ที่ ๕ กระทรวงการคลัง ที่ ๖ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ที่ ๗ ผู้ถูกฟ้องคดี

ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า เดิมผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เสนอแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามเสนอเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ ร้องทุกข์กรณีดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ต่อมา ได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ประกาศ ณ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ร้องทุกข์กรณีดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่รับคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีตามหนังสือลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๗ ไว้พิจารณา ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ เสนอแต่งตั้งโยกย้ายผู้ฟ้องคดีดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีคำวินิจฉัยไม่รับคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง (๑) เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องคดี และให้คืนสิทธิหน้าที่และผลประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดี (๒) เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๔ และ (๓) ขอค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องกับการย้ายผู้ฟ้องคดี และค่าเสียหายกรณีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ไม่รับคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณา

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การโยกย้ายผู้ฟ้องคดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เป็นการใช้ดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร และโดยที่การแต่งตั้งข้าราชการเพื่อย้ายสับเปลี่ยนจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงความแตกต่างกันในบทบาทและอำนาจหน้าที่อย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นเรื่องของการบริหารบุคคลที่ผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการได้โดยคำนึงถึงข้อเท็จจริง เหตุผลความจำเป็น ตลอดจนความเหมาะสม และประโยชน์ของหน่วยงานตามเจตนารมณ์ และหลักการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายมอบอำนาจดุลพินิจให้แก่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารจึงต้องใช้อำนาจดุลพินิจดังกล่าวให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายในการมอบอำนาจดังกล่าวและการใช้อำนาจดุลพินิจนั้นจะต้องอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายดังกล่าวด้วย ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองโต้แย้ง ความไม่ชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้ เพื่อให้ศาลปกครองตรวจสอบการใช้อำนาจดังกล่าวของฝ่ายบริหารว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารนั้น ฝ่ายบริหารมีเหตุผลรองรับหรือไม่ อย่างไร ถ้าการใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารไม่มีเหตุผลรองรับ การใช้อำนาจดุลพินิจนั้นย่อมไม่แตกต่างจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจ การใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารโดยไม่มีเหตุผลรองรับจึงอาจเป็นการใช้อำนาจดุลพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมายได้ ดังนั้น ศาลปกครองจึงมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาในการบริหารงานบุคคลได้ตามหลักเกณฑ์และขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

โดยมีประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยว่า เหตุผลในการเสนอย้ายผู้ฟ้องคดีตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓
แจ้งผู้ฟ้องคดีทราบตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ สธ ๐๒๐๑.๐๓๖/๒๐๗๑ ลงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ว่าในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขนั้น การปฏิบัติงานในฐานะหัวหน้ากลุ่มภารกิจที่ผ่านมามีปัญหาเนื่องจากความเข้าใจในข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อนของผู้ฟ้องคดี ทำให้งานราชการของกรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดีเกิดความล่าช้า ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อราชการ เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  ศาลเห็นว่า โดยที่การออกคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่ต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และมีกฎหมายที่ให้อำนาจ กรณีการแต่งตั้งหรือมอบหมายให้เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจ จึงต้องอาศัยอำนาจตามที่กฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้ตามมาตรา ๒๑ วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๓ และที่ ๕ ให้การว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับแต่งตั้งเป็นรองปลัดกระทรวง ตำแหน่งเลขที่ ๔ จึงถือว่าเป็นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มภารกิจ (ด้านพัฒนาการแพทย์) ตามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ ๑๔๙๒/๒๕๕๕ เรื่อง ให้ข้าราชการได้รับเงินเดือน ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๕๐ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑  และนำมาเป็นข้อกล่าวอ้างและเป็นเหตุผลในการเสนอย้ายผู้ฟ้องคดีที่มีความเห็นแตกต่างในประเด็นดังกล่าว จึงยังไม่อาจนำมารับฟังเป็นเหตุผลรองรับที่มีอยู่จริงและสมเหตุสมผลเพื่อเสนอย้ายผู้ฟ้องคดีได้ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการปฏิบัติหน้าที่เกิดความเสียหายแก่ทางราชการจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อการใช้อำนาจและดุลพินิจในการออกคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงเป็นการออกคำสั่งทางปกครองซึ่งในทางกฎหมายถือเป็นเหตุแห่งความไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถือได้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร ๐๗๐๘/ว ๙ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๓๕ การให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗

ส่วนข้อที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่เกี่ยวกับการย้าย
ผู้ฟ้องคดีนั้น โดยที่มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้มีมูลเหตุมาจากปัญหาการใช้และการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้ากลุ่มภารกิจ ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามมาตรา ๒๑ วรรคหก แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งแม้จะเป็นความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ก็ยังไม่อาจรับฟังได้ว่าเหตุผลที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีความเห็นว่าผู้ฟ้องคดีเข้าใจข้อกฎหมายคลาดเคลื่อนในประเด็นดังกล่าวเกิดจากการใช้ดุลพินิจโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากการใช้และการตีความกฎหมาย ประกอบกับความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างในคำฟ้อง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่จะรับฟังได้ว่าเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

สำหรับคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ที่ไม่รับคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากขณะที่ผู้ฟ้องคดียื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ นั้น ผู้ฟ้องคดียังดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว จึงยังไม่เกิดสิทธิที่ผู้ฟ้องคดีจะนำมาร้องทุกข์ได้ จึงเป็นคำร้องทุกข์ที่ห้ามรับไว้พิจารณา กรณีจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนประกาศ ณ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เฉพาะในส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับ คือ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามนัยมาตรา ๖๙ วรรคหนึ่ง (๘) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และที่ ๓ ชอบที่จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายให้ผู้ฟ้องคดีได้กลับสู่ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศาลปกครองกลาง