Skip to content

ประชุมใหญ่ โลกร้อน COP30 ชูป่าไม้สู่โอกาสเศรษฐกิจใหม่

12 พ.ย. 2568 | 10:48น.
ประชุมใหญ่ โลกร้อน COP30 ชูป่าไม้สู่โอกาสเศรษฐกิจใหม่

การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (COP30) ที่เมืองเบเลง (Belem) ประเทศบราซิล กำลังเดินหน้าผลักดันวาระการอนุรักษ์ธรรมชาติและการเงินด้านสภาพอากาศ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากท่าทีของสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจเข้ามาขัดขวางการเจรจา หลังทำเนียบขาวประกาศชัดเจนว่า จะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมงานครั้งนี้

โดยอ้างว่า ทรัมป์แสดงจุดยืนชัดเจนที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายน 2568 ตอนที่เขาเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศว่า “งานต้มตุ๋นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก” หรือ The Greatest Con Job Ever Perpetrated on the World

ถึงอย่างนั้น สหรัฐก็ยังเหลือทางเลือกในการส่งผู้เจรจาเข้าร่วมได้ตลอดระยะเวลาการประชุม ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 ก่อนที่จะถอนตัวออกจากความตกลงปารีสอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2569

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการทดสอบความมุ่งมั่นของผู้นำโลก ในการจำกัดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ทั้งที่ปราศจากการสนับสนุนจากเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมสูงสุดของโลกอย่างสหรัฐ

ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด การประชุมยังคงสร้างผลงานที่น่าประทับใจหลายเรื่อง เริ่มด้วยความมุ่งมั่นระดับโลกครั้งแรกในการรับรองสิทธิที่ดินของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นครอบคลุมพื้นที่กว่า 160 ล้านเฮกตาร์ หรือเทียบเท่า 1 หมื่นล้านไร่ ในประเทศที่มีป่าไม้เขตร้อน

ที่ประกาศต่ออายุคำมั่นสัญญาด้านป่าไม้และการถือครองที่ดินอีก 5 ปี โดยมีรัฐบาลและองค์กรการกุศลมากกว่า 35 แห่งจาก Forest Tenure Funders Group ร่วมสนับสนุนเงินรวมกว่า 1.8 พันล้านดอลลาร์

นานาประเทศร่วมระดมทุน

จุดที่ปังสุดของการประชุมครั้งนี้คือ การเปิดตัว Tropical Forest Forever Facility หรือ TFFF อย่างเป็นทางการ ซึ่งได้รับการรับรองจาก 53 ประเทศ และมีเงินลงทุนโดยตรงถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์

แม้จะเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของเป้าหมายที่ต้องการระดมทุนเพื่อเร่งการอนุรักษ์ป่าไม้ก็ตาม ทางนอร์เวย์ออกมาสัญญาว่า จะสนับสนุนทุนถึง 3 พันล้านดอลลาร์ ในทศวรรษหน้าแบบมีเงื่อนไข

ด้านบราซิลและอินโดนีเซีย ยืนยันคำมั่นประเทศละ 1 พันล้านดอลลาร์ โปรตุเกสสนับสนุน 1 ล้านดอลลาร์ ฝรั่งเศสแสดงเจตนาว่าจะสนับสนุนสูงสุดถึง 500 ล้านยูโรภายในปี 2573
เนเธอร์แลนด์เพิ่มอีก 5 ล้านดอลลาร์สำหรับสำนักเลขาธิการ ส่วนเยอรมนีก็ให้การรับรองเต็มที่ โดยรายละเอียดจะชัดเจน หลังจากที่ประธานาธิบดีลูลาพบปะกับนายกรัฐมนตรีเมิร์ซ

ซึ่งมีประเทศที่มีป่าไม้เขตร้อน 34 ประเทศ ร่วมลงนามในปฏิญญา TFFF ครอบคลุมป่าไม้เขตร้อนในประเทศกำลังพัฒนามากกว่า 90% รวมถึงอินโดนีเซีย สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และจีน

“เจนนิเฟอร์ มอร์ริส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร The Nature Conservancy ให้ความเห็นว่า ป่าไม้เขตร้อนเป็นจุดแรกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพอากาศ แต่ความพยายามในอดีตไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่

TFFF มีความมุ่งมั่นสูงกว่าที่เคยมีมา โดยจะใช้กลไกใหม่และให้เงินสนับสนุนชุมชนพื้นเมือง ชุมชนดั้งเดิม และชุมชนท้องถิ่นโดยตรง ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ได้ เพราะมีเงินทุนเพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง

แม้ว่ารายละเอียดส่วนใหญ่ยังต้องมีการชี้แจงให้ชัดเจน แต่ด้วยความเป็นผู้นำของบราซิลและรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่เข้าร่วม เบเลงก็มีโอกาสที่จะครองตำแหน่งสำคัญในประวัติศาสตร์ COP ด้วยการเร่งความพยายามในการอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อคนรุ่นต่อไป

สมาชิกของ Nature4Climate Coalition ต่างต้อนรับการเปิดตัวครั้งนี้ โดยมองว่ากลไกนี้มีศักยภาพในการเปลี่ยนเกมของการเงินป่าไม้ระดับโลก และเป็นกลไกที่ให้คุณค่ากับธรรมชาติในฐานะทรัพย์สินทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

เปลี่ยนไมนด์เซตการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ

การประชุมที่ผ่านมาสามารถสรุปได้ด้วยข้อความเปิดของอดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส โลรองต์ ฟาบีอุส ที่ว่า “Implement, Implement, Implement.” สื่อถึงแนวคิดเรื่องความยุติธรรม ความเป็นธรรมซึ่งกันและกัน และการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาครอบคลุมตลอดการประชุม

โดยมีการจัดกรอบความคิดเรื่องการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ใหม่ ให้เป็นค่าตอบแทนสำหรับการดูแลรักษามากกว่าที่จะเป็นเพียงความช่วยเหลือ

ผู้นำจากประเทศชายฝั่งและประเทศที่มีป่าไม้ต่างสะท้อนเสียงเดียวกันถึงบทบาทของระบบนิเวศธรรมชาติในฐานะตัวขับเคลื่อนของโลก พร้อมเรียกร้องให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นในเรื่องการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ และความรับผิดชอบจากผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่

ขณะที่ หลุยส์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล ได้ชี้แจงกรณีของธรรมชาติอย่างชัดเจน ด้วยการเตือนว่าแอมะซอนไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดบนโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านของผู้คนนับล้าน

“ชีวิตของพวกคนท้องถิ่นถูกบีบคั้นด้วยภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างความเจริญรุ่งเรืองกับการอนุรักษ์”

ด้าน มารีเนซ เชเรอร์ ทูตพิเศษด้านมหาสมุทรของ COP30 ได้ส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงความสำคัญครั้งใหญ่ ด้วยการกระตุ้นให้ประเทศต่าง ๆ มีความพยายามในการรักษาทั้งป่าไม้และมหาสมุทร โดยยืนยันว่าทั้งสองเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงและพึ่งพากันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเดียวกัน

“การปกป้องมหาสมุทรและผืนป่าแอมะซอนไม่ใช่เพียงความจำเป็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการกระทำร่วมกันเพื่อความอยู่รอด”

เอกชนโชว์การลงทุนที่จับต้องได้

ในเมืองศูนย์กลางทางการเงินของบราซิล มีผู้นำธุรกิจมากกว่า 200 คน มาร่วมประชุมกันก่อน COP30 เพื่อแสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนกำลังแปลงจุดมุ่งหมายด้านธรรมชาติให้เป็นการลงทุนที่จับต้องได้อย่างไร

ตัวเลขล่าสุดแสดงให้เห็นว่ามีบริษัทมากกว่า 11,000 แห่ง ซึ่งคิดเป็น 40% ของมูลค่าตลาดโลก ได้กำหนดหรือมุ่งมั่นที่จะตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าเรื่องการปลดปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตั้งแต่ปี 2566

ท้ายนี้ คาเทรินา เอเลียส-ทรอสต์แมนน์ ผู้อำนวยการด้านสภาพอากาศและธรรมชาติของ Salesforce ในภูมิภาคละตินอเมริกา กล่าวว่า ในช่วงเวลานี้ ทั้งการรวมตัวของภาคเอกชน

COP เป็นเรื่องของการยอมรับบราซิลในฐานะมหาอำนาจด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นการปลดล็อกโอกาสครั้งหนึ่งในรุ่นที่จะช่วยกำหนดรูปแบบใหม่สำหรับความเป็นผู้นำด้านสภาพอากาศและธรรมชาติที่โลกสามารถเรียนรู้ได้

“เราไม่ได้แค่สร้างแบบแปลน แต่กำลังกำหนด Green Print เพื่ออนาคตที่ฟื้นคืนความสมบูรณ์ของธรรมชาติ”

ปีก่อน การประชุม COP29 ที่ริโอเดจาเนโร ทำให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางการทูตระดับท้องถิ่น

เช่นเดียวกับปีนี้ ภายในงาน COP30 Local Leaders Forum ที่จัดร่วมกับประธานาธิบดี COP30 และ Bloomberg Philanthropies แสดงให้เห็นว่า เมือง รัฐ และภูมิภาคต่าง ๆ กำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าด้านสภาพอากาศของโลก

มีนายกเทศมนตรีมากกว่า 300 คน ให้คำมั่นสัญญาในการดำเนินการด้านสภาพอากาศและคณะผู้แทนสหรัฐ 35 คน ที่นำโดย จีน่า แมคคาร์ธี อดีตที่ปรึกษาด้านสภาพอากาศของทำเนียบขาว เข้าร่วม ต่างแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือระดับท้องถิ่นยังคงเดินหน้าต่อไปได้ แม้ว่าการดำเนินการระดับรัฐบาลจะชะงักงัน

ซึ่งนายกเทศมนตรีบราซิล รวมถึง เอดูอาร์โด ปาเอส นายกเทศมนตรีริโอฯ ได้เน้นย้ำว่า การเงินเป็นอุปสรรคสำคัญ

ขณะที่อิกอร์ นอร์มันโด นายกเทศมนตรีเบเลง เน้นว่า การลงทุนด้านสภาพอากาศต้องมุ่งเน้นไม่ใช่แค่ที่ป่าไม้ แต่ยังต้องไปที่ชุมชนพื้นเมืองและท้องถิ่นที่เป็นผู้ดูแลรักษาป่าเหล่านั้นด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

COP30 โลกร้อน