อีกด้านหนึ่งของ ‘ทอม ครูซ’ นักแสดงฮอลลีวูดรุ่นใหญ่วัย 63 ปี ขึ้นเล่าแรงผลักดันตลอดชีวิตในวงการภาพยนตร์ เริ่มต้นจากเด็กชายที่ยอมทำทุกงานเพื่อเก็บเงินไปดูหนัง ก่อนจะเติบโตเป็นนักแสดงระดับตำนานที่ยังคงเชื่อมั่นในพลังของโรงภาพยนตร์ ในที่สุดก็ได้รับเกียรติรางวัลออสการ์กิตติมศักดิ์ในปีนี้
ฮอลลีวูดยกย่องเส้นทางกว่า 45 ปีของพระเอกระดับตำนานอย่าง ทอม ครูซ หลังขึ้นรับ รางวัลออสการ์กิตติมศักดิ์ (Honorary Oscar) ในงาน Governors Awards ครั้งที่ 16 ที่ลอสแองเจลิส เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางคนดังแนวหน้าที่ร่วมปรบมือให้ ทั้งสตีเวน สปีลเบิร์ก เลโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ อาริอานา กรานเด
ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู ซึ่งกำลังร่วมงานกับครูซในภาพยนตร์เรื่องใหม่ ขึ้นกล่าวแนะนำพร้อมสรุปเส้นทางอาชีพของครูซให้จบใน 4 นาที เสมือน ‘มิชชั่น อิมพอสซิเบิล’ ก่อนยกย่องว่า สิ่งที่ทำให้ครูซโดดเด่นไม่ใช่แค่สตันต์เสี่ยงตาย แต่คือการทำงานที่แม่นยำทุกรายละเอียด
ครูซ วัย 63 ปี เป็นนักแสดงที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์มาแล้ว 4 ครั้ง แต่ยังไม่เคยชนะ เขาถูกคัดเลือกให้รับรางวัลกิตติมศักดิ์ในปีนี้จากผลงานที่ฝากไว้ในวงการ ตั้งแต่ Risky Business, Top Gun, Jerry Maguire จนถึงแฟรนไชส์ Mission Impossible รวมถึงบทบาทสำคัญในการปกป้องอุตสาหกรรมโรงหนังในวันที่ธุรกิจต้องแข่งกับสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดียที่โตเร็ว
เมื่อขึ้นกล่าวรับรางวัล ครูซเล่าว่าโรงภาพยนตร์คือสิ่งที่ทำให้เขาหลงรักหนังตั้งแต่เด็ก และเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เขา “ทำงานทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อหาเงินไปดูหนัง”
เขาเล่าต่อว่า “ผมจะทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนศิลปะแห่งภาพยนตร์ และผลักดันเสียงใหม่ ๆ ในวงการ… หวังว่าผมจะไม่ต้องมีกระดูกหักเพิ่มนะครับ” ประโยคหลังเรียกเสียงหัวเราะ เพราะเจ้าตัวเคยข้อเท้าหักจากการถ่ายสตันต์จริงในปี 2017
ก่อนปิดท้ายว่า “การทำหนังไม่ใช่สิ่งที่ผมทำ แต่มันคือสิ่งที่ผมเป็น”
ในงานเดียวกัน ศิลปินระดับไอคอนอย่าง ดอลลี่ พาร์ตัน ยังได้รับรางวัล Jean Hersholt Humanitarian Award จากผลงานด้านการกุศล โดยเฉพาะโครงการห้องสมุดสำหรับเด็กที่มอบหนังสือไปแล้วกว่า 300 ล้านเล่ม ส่วนผู้ได้รับรางวัลกิตติมศักดิ์รายอื่น ได้แก่ เด็บบี้ อัลเลน และผู้ออกแบบงานสร้างชื่อดัง วินน์ โธมัส
งานปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งคืนสำคัญของฮอลลีวูด ที่ทำให้เห็นบทบาทของ ทอม ครูซ ในฐานะนักแสดงเบอร์ใหญ่ และผู้ที่ยังคงเชื่อมั่นในพลังของ “โรงหนัง” แม้ยุคสตรีมมิ่งจะมาแรงก็ตาม