“เวียตเจ็ทไทยแลนด์” ผนึกคอลลินส์ แอโรสเปซ ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ พร้อมยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติการบินสู่ระดับสากล ทั้งด้านการดำเนินงาน ความปลอดภัย ความแม่นยำ รองรับการขยายฝูงบินโบอิ้ง 737-8 รุ่นใหม่ จำนวน 50 ลำที่จะทยอยรับมอบตั้งแต่ปี 2568-2571
นายอัลวิน เลียว รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความปลอดภัยและมาตรฐาน สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเผยว่า สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบริษัท คอลลินส์ แอโรสเปซ (Collins Aerospace) ผู้นำด้านเทคโนโลยีอากาศยานและระบบสนับสนุนการบินครบวงจรระดับโลก เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการและสนับสนุนโซลูชั่นการปฏิบัติการบิน (Flight Dispatch Services)

ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้านความปลอดภัย ความแม่นยำ และประสิทธิภาพ รองรับการขยายฝูงบินโบอิ้ง 737-8 รุ่นใหม่ จำนวน 50 ลำ ที่กำลังจะทยอยเข้ามาเสริมฝูงบินตั้งแต่ปี 2568-2571
“ความร่วมมือครั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้ลงนามสัญญาโปรแกรม Dispatch 100 เป็นระยะเวลา 10 ปี เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของฝูงบินโบอิ้ง 737-8 โดยโปรแกรมดังกล่าว ครอบคลุมงานบำรุงรักษาและบริการอะไหล่สำรองสำหรับระบบสื่อสารการบิน การนำร่อง และการเฝ้าระวัง ช่วยเสริมการดูแลเชิงรุก พร้อมขยายบริการหลังการขาย เพื่อให้การปฏิบัติการของสายการบินมีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด รองรับการเติบโตของฝูงบินในระยะยาว” นายอัลวินกล่าว
นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของสายการบินในการก้าวสู่การเป็นสายการบินที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความพร้อมสำหรับการขยายเส้นทางบินในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในอนาคต โดยในระยะต่อไป เวียตเจ็ทไทยแลนด์ และคอลลินส์ แอโรสเปซ จะเดินหน้าทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านศักยภาพของการปฏิบัติการและสมรรถนะของฝูงบิน
“เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรม ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในระยะยาว เพื่อให้เครือข่ายเส้นทางบินที่กำลังขยายอย่างต่อเนื่องของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ได้รับการสนับสนุนด้วยความเชี่ยวชาญระดับโลก และเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป”
นายอัลวินกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับโปรแกรม Dispatch ของคอลลินส์ แอโรสเปซ นั้นเป็นโซลูชั่นที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยสายการบินในการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีอากาศยานและอุปกรณ์ควบคุมการบินได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ โดยมีความพร้อมในการสนับสนุนที่รวดเร็ว น่าเชื่อถือ ลดระยะเวลาในการหยุดซ่อม ช่วยคาดการณ์ต้นทุนได้อย่างแม่นยำ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพของฝูงบิน
โดยนอกเหนือจากการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย การรับรู้สถานการณ์การบิน และประสิทธิภาพของการปฏิบัติการแล้ว ยังมอบโซลูชั่นการดูแลรักษาแบบครบวงจรตลอดอายุการใช้งานของอากาศยานแต่ละลำอีกด้วย