เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ไขโจทย์ “ศรีสวัสดิ์” จัดทัพ ซื้อ BFIT ต่อจิ๊กซอว์เช่าซื้อ

20 ก.ค. 2561 | 10:56น.

สัมภาษณ์พิเศษ

การซื้อหุ้นเพิ่มใน บง.ศรีสวัสดิ์ (BFIT) ของ บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ “SAWAD” เมื่อเร็ว ๆ นี้ ถูกจับตาว่าน่าจะนำไปสู่การขยายธุรกิจการให้สินเชื่ออย่างครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะการรุกธุรกิจเช่าซื้อ เพราะตลาดนี้เป็นตลาดที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดย “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ธิดา แก้วบุตตา” กรรมการ บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น ถึงแนวคิดและทิศทางธุรกิจของ SAWAD ในระยะข้างหน้ามานำเสนอ

Q : การซื้อหุ้น BFIT เพิ่มล่าสุดมีเป้าหมายอย่างไร

การซื้อหุ้น BFIT เพิ่ม 18 ล้านหุ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เชื่อว่าจะส่งผลดีกับกลุ่มบริษัทในระยะยาว โดยเรามองการเติบโตผ่าน BFIT น่าจะทำได้มากขึ้น ทั้งพอร์ตสินเชื่อและบทบาทของ BFIT ที่สามารถต่อยอดไปได้อีก ด้วยไลเซนส์ (ใบอนุญาต) ที่คิดอัตราดอกเบี้ยได้ถึง 36% และด้วยโครงสร้างของ BFIT ที่ทำธุรกิจได้หลากหลาย อีกทั้งธุรกิจที่อยู่ภายใต้ BFIT ก็ยังมีทิศทางที่เติบโต อย่าง “รถแลกเงิน” เป็นต้น ดังนั้น มองว่าอนาคตการเติบโตของบริษัทหลัก ๆ จะมาจาก BFIT เพราะการคิดดอกเบี้ยได้ 36% ก็ถือเป็นผลตอบแทนที่ดี ทำให้บริษัทสามารถรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (สเปรด) ทั้งพอร์ตของบริษัทไว้ในระดับสูงเฉลี่ยถึง 20-25% ได้

อย่างไรก็ดี ในอนาคตเราก็เปิดกว้างและพร้อมปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หากพบว่าพอร์ตสินเชื่อหรือเกณฑ์การทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป เช่น อาจจะให้ BFIT บริหารพอร์ตเช่าซื้อ ซึ่งต้องรอความชัดเจนเรื่องการกำกับเช่าซื้อของกระทรวงการคลังด้วย

Q : โครงสร้างพอร์ตสินเชื่อปัจจุบันเป็นอย่างไร

สินเชื่อคงค้างของบริษัททั้งหมด ล่าสุดอยู่ราว 28,000 ล้านบาท โดย 95% เป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน ในจำนวนนี้กว่า 50% เป็นสินเชื่อรถยนต์ อีก 10% เป็นสินเชื่อรถสิบล้อกับรถแบ็กโฮ ขณะที่สินเชื่อรถจักรยานยนต์มีราว 10% สินเชื่อเอสเอ็มอีราว 7% ซึ่งเราจะไม่ให้เกิน 10% และที่เหลือเป็นสินเชื่อบ้านและที่ดิน ซึ่งแต่ละพอร์ตจะเห็นได้ว่ามีอย่างละนิด แต่มีทุกพอร์ต เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคตได้

Q : ปีนี้ตั้งเป้าเติบโตอย่างไร

ปีนี้ตั้งเป้าสินเชื่อรวมทั้งบริษัทเติบโตราว 20-30% หรือสินเชื่อคงค้างเพิ่มเป็น 35,000 ล้านบาท โดยบริษัทจะนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์สินเชื่อให้เร็วขึ้น ดูแลลูกค้าให้ง่ายขึ้น ดูแลบริหารจัดการสาขาเพื่อให้การบริการดีขึ้น ซึ่งก็กำลังพัฒนาไปสู่การให้บริการผ่านดิจิทัล ทั้งการสร้างฐานข้อมูล (database) การใช้โปรแกรมวิเคราะห์สินเชื่อ รวมถึงพัฒนาแอปพลิเคชั่นสำหรับให้บริการลูกค้าในอนาคต ส่วนในด้านสาขาให้บริการ ปัจจุบันเรามีอยู่ที่ 2,500 สาขา ถึงสิ้นปีนี้คาดว่าจะขยับขึ้นเพิ่มเป็น 2,800-2,900 สาขาได้

Q : ลูกค้าของ “ศรีสวัสดิ์” เป็นอย่างไร

ลูกค้าของเรามีทุกกลุ่ม รวมถึงกลุ่มที่มีประวัติค้างชำระหนี้จากสถาบันการเงินด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่ากลุ่มนี้มีความเสี่ยงและมีโอกาสพลาด และกลับมาผิดนัดชำระหนี้ได้ แต่จากสถิติของบริษัทตั้งแต่อดีตพบว่าเรามีโอกาสไม่ได้หนี้กลับคืนน้อยมาก สัดส่วนเพียง 0.5% ของพอร์ตเท่านั้น เพราะบริษัทมีการบริหารพอร์ตและจัดการหนี้เสียได้เป็นอย่างดี

Q : ปัจจุบันหนี้เสียมีทิศทางเป็นอย่างไร

บริษัทไม่ได้มีหนี้เสียสูงอยู่แล้ว อยู่ในเกณฑ์ปกติที่ราว 3-4% แต่ไตรมาสแรกที่เห็นหนี้เสียกระโดดขึ้นมาเกิน 5% เพราะมาจากเอสเอ็มอีรายหนึ่งที่ชำระหนี้ล่าช้า แต่ปัจจุบันแก้ไขปัญหาแล้วทำให้หนี้กลับมาสู่สภาวะปกติ และคาดว่าจะควบคุมในระดับปกติได้ โดยเวลาเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ วิธีจัดการของบริษัทคือ จะเข้าไปคุยกับลูกค้าใกล้ชิด เพื่อขอเจรจา และขอแบ่งชำระเงินบางส่วน ให้ทยอยคืน เพราะเราไม่อยากบีบลูกค้ามากเกินไป วิธีนี้ก็ทำให้เราสามารถบริหารเอ็นพีแอลไม่ให้สูงได้

Q : มาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 กระทบบริษัทแค่ไหน

ตอนนี้ BFIT ตั้งสำรองสูงถึง 160-170% ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ให้ผู้สอบบัญชีเข้ามาดูว่าบริษัทต้องทำอะไรบ้าง แต่เชื่อว่าไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก เพราะทุกบริษัทของเรามีกันชน มีสำรองค่อนข้างสูงอยู่แล้ว อย่างบริษัท สวัสดิ์ 2014 ที่เคยเป็นพอร์ตใหญ่ของบริษัทในอดีต มีการตั้งสำรองในระดับสูงถึง 20,000 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่าวันนี้พอร์ตดังกล่าวจะลดลง แต่บริษัทก็ไม่ได้ดึงสำรองส่วนนี้ออก ดังนั้น สำรองที่มีไว้รองรับเกณฑ์ใหม่ก็น่าจะมีเพียงพอ

Q : จะมีการทำธุรกิจใหม่ ๆ อีกหรือไม่

นอกจากที่ขอ ธปท.ทำ banking agent แล้ว ตอนนี้บริษัทเพิ่งได้ไลเซนส์การเป็นนายหน้าขายประกัน ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างหาพันธมิตร 2-3 รายมาช่วยสร้างการเติบโต คาดว่าภายในเดือน ส.ค.นี้จะเริ่มขายได้ และน่าจะเริ่มมีรายได้จากการเป็นนายหน้าประกันเข้ามาในไตรมาส 3 หรือ 4 ปีนี้ ส่วนในต่างประเทศ

เรามีสาขาเกือบ 30 สาขา พอร์ตรวมประมาณ 500 ล้านบาท โดยใน สปป.ลาวมี 1 สาขา เวียดนาม 20 สาขา เมียนมา 8 สาขา ถึงสิ้นปีนี้จะขยายสาขาต่างประเทศเป็น 40 สาขา ล่าสุดในกัมพูชา เพิ่งได้ไลเซนส์ ซึ่งกำลังคุยกับแบงก์ชาติของกัมพูชา คาดว่าน่าจะเปิดได้ในไตรมาส 3 ปีนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน สินเชื่อ เช่าซื้อ