เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เครือรวยไม่หยุด เบบี๋วงการอาหาร ในวันที่ ‘วิ่งไม่ได้ต้องเหาะ’

07 ธ.ค. 2568 | 15:46น.
นันทนัช เอื้อศิริทรัพย์-ชุติมา เปรื่องเมธางกูร

นันทนัช เอื้อศิริทรัพย์-ชุติมา เปรื่องเมธางกูร

ไม่ว่าจะเปิดร้านอะไร หยิบจับธุรกิจไหนก็กลายเป็นกระแสโซเชียลเสมอสำหรับสองคู่ซี้ “เกศ-ชุติมา เปรื่องเมธางกูร” ประธานบริหาร บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด และ “แนท-นันทนัช เอื้อศิริทรัพย์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท รวยไม่หยุด จำกัด คลื่นลูกใหม่ที่ดูเหมือนจะเป็นคลื่นลูกใหญ่ในวงการอาหาร เจ้าของร้าน Nice Two Meat U, Fire Tiger, Happy pig, Dosan Dalmatians, Sundububu, E-bomb, Juicy bunny, Mil Toast, หมูกระทะคนรวย และล่าสุด เกศเตี๋ยว ข้าวแกงปลาทู

เกศ-ชุติมา เริ่มเล่าให้กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ฟังว่า เกศเริ่มทำธุรกิจอาหารเป็นธุรกิจที่ 9 โดย 8 ธุรกิจก่อนหน้านี้ที่เคยทำเจ๊งหมด ตอนนั้นเริ่มคิดหนัก เพราะว่าเงินเหลือน้อยมากแล้ว เราจะทำอะไรอีกครั้งพลาดไม่ได้แล้ว จนมาเจอแนทที่คลาสเรียน คลาสหนึ่ง ก่อนจะค้นพบว่าเป็นสายเกาหลีเหมือนกัน

นับตั้งแต่นั้นความคิดทางธุรกิจเริ่มแล่น สองสาวตกลงกันที่จะเปิด Nice Two Meat U ร้านปิ้งย่างเกาหลี รสชาติถูกปากคนไทยขึ้น

“ในประเทศไทยตอนนั้นยังไม่มีปิ้งย่างที่เป็นเกาหลีขนาดนั้น และเราต้องเอามาทำให้รสชาติเข้ากับคนไทย เกศจบทางด้านอาหารมา ร้านอาหารเกาหลีที่เมืองไทยตอนนั้นยังไม่ถูกจริตกับตัวเกศเอง รู้สึกว่ายังไม่อร่อย เกศบอกกับแนทเสมอว่าเราจะขายอะไร ต้องเป็นรสชาติที่มีความหมาย รสชาติที่เราอยากจะนำเสนอ อยากจะโฆษณาให้คนอื่นรู้จัก ทุกวันนี้ถ้าเราจะทำเมนูอะไร ถ้าเกศไม่ชอบ ตัดทิ้งเลย จึงเป็นจุดกำเนิดของการเปิด Nice Two Meat U ในแบบรสชาติที่เราชอบ”

อะไรที่เป็นเกาหลีเริ่มฮิตในประเทศไทย และเมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามลม เกศ-ชุติมา และ แนท-นันทนัช ได้เล่าถึงวิกฤตครั้งสำคัญในเส้นทางการทำธุรกิจอาหารว่า จากเริ่มแรกที่ธุรกิจตั้งต้นมักจะเอนไปทางฝั่งเกาหลี แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปหลังโควิด ผู้บริโภคมีความต้องการเปลี่ยนไป ทุกเจนเปลี่ยนไปหมด เราเสพสื่อเยอะ โลกเปลี่ยนเร็วขึ้น ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น คนเบื่อง่ายมากขึ้น ทั้งผู้บริโภคและเราอยากจะได้ประสบการณ์อะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา

ย่ำแย่ที่สุด

“เราอยู่วงการอาหารมา 8-9 ปี ไม่ได้ถือว่าตัวเองอยู่ในวงการอาหารมานานเทียบเท่ากลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่มาหลาย 10 ปี ช่วงที่ผ่านโควิดมาได้เป็นช่วงที่เราเหลิง คิดว่าผ่านมาได้ก็ผ่านทั้งหมดได้แล้ว จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย เกศพาบริษัทรวยไม่หยุดฯไปอยู่ในจุดที่ตกต่ำที่สุด ในช่วงปี 2567 เกศเพอร์ฟอร์มได้ย่ำแย่ที่สุด เพราะมีหลายห้างมาชวนเราไปเปิด แล้วเราก็รู้สึกว่าควรคว้าโอกาสนั้นไว้ เพราะเราเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แต่มันกลับไม่เป็นไปตามที่หวังไว้ เรามาเจอวิกฤตจริง ๆ ทําให้ได้รู้ว่าเราประมาทไม่ได้แล้ว” เกศ-ชุติมา บอกเราอย่างเปิดใจ

และด้วยความไม่ยอมแพ้ของทั้งคู่ จึงเกิดเป็นร้าน “เกศเตี๋ยวและร้านข้าวแกงปลาทู” ร้านที่สร้างปรากฏการณ์สยามแตกร้านล่าสุดในสยาม เมื่อเปิดแล้วมีสายกินจำนวนมากแห่มาจับจองคิวนั่งรอลิ้มรสความอร่อยคุ้มค่า

“ก๋วยเตี๋ยวเราเข้าได้กับคนทุกกลุ่ม เพราะมีหลายราคา ตั้งแต่ชามละ 9 บาท ชามจิ๋วที่มีเพียง 99 ชามต่อวัน และก๋วยเตี๋ยวเนื้อวากิวญี่ปุ่น แพง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นจากเมื่อเราตระหนักได้ว่า ผู้บริโภคเปลี่ยนไป ลูกค้ามาที่ร้านไม่ได้ต้องการเพียงอาหารอร่อย หัวใจของร้านอาหารอยู่ที่การบริการคุณภาพ รสชาติ ที่สำคัญต้องซื่อสัตย์กับลูกค้า ตอนนี้ลูกค้ามองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ มองหาความคุ้มค่า อาหารที่ถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่า อาหารที่คุ้มค่าหมายถึงร้านอาหารที่ลูกค้าเข้ามาแล้วรู้สึกว่าราคาสมเหตุสมผล เราสามารถมอบประสบการณ์ให้เขามาทานแล้วเขารู้สึกเดินออกไปแล้วอยากจะกลับมาอีก” ทั้งสองคนบอกกับเรา

วิ่งไม่ได้ต้องเหาะ

ก่อนจะบอกอีกว่า เมื่อเห็นยอดขายแล้วพบว่าไม่ดีเท่าที่ควร เกศกับแนทจะไม่มานั่งคิดว่าเป็นเพราะการเมืองหรือเปล่า เป็นเพราะเศรษฐกิจหรือเปล่า เราจะดูที่ตัวเราเองว่าทำไมเขาถึงไม่มา เพราะเราปรับตัวไม่พอหรือเปล่า เราไม่ได้สร้างความแตกต่างหรือเปล่า ถึงทําให้ลูกค้าไม่ได้เลือกที่จะมาเข้าร้านของเรา เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องมอง เราต้องมองไปข้างหน้า จะทําไงให้รอด มานั่งกลัวไม่ได้แล้ว วิ่งอย่างเดียว วิ่งแล้วสร้างความแตกต่าง อย่าอยู่ที่เดิม อย่าช้า “จริง ๆ ตอนนี้พูดว่าวิ่งไม่ได้ ต้องเหาะแล้ว”

“เราสองคนไม่ได้ปรับตัวรายปี รายเดือน แต่เราปรับตัวรายวัน เรารับฟังลูกค้าตลอด เครือรวยไม่หยุดเรามี โควตคำพูดที่ว่า “วันนี้อร่อยกว่าเมื่อวานเสมอ” เพราะว่าเราปรับตัวเสมอ มีคนมากินแล้วบอกว่ารสชาติไม่เหมือนเมื่อวาน เราถามว่าแล้วมันอร่อยกว่าเมื่อวานไหม”

“เครือเราตอนนี้ต้องการความยั่งยืน เราไม่รู้ว่าวิกฤตนี้จะอยู่อีกนานแค่ไหน เรายังมองว่าวิกฤตนี้คือโอกาส ไม่ได้พูดว่าปีนี้มันเป็นปีที่ย่ำแย่ แล้วไม่ควรมีใครลงมาเล่นธุรกิจอาหาร เรากลับมองด้วยซ้ำว่าปีนี้จริง ๆ มันเป็นปีที่เหมาะสมในการที่จะเปิดร้านอาหารใหม่ ๆ เพียงแต่เราต้องเปิดอะไรที่เรามั่นใจมาก ๆ ว่าลูกค้าเลือกเราที่จะเดินเข้ามา แล้วกลับมากินซ้ำ ๆ และเป็นอาหารที่เข้าใจง่าย”

เติบโตจากการทำธุรกิจอาหาร

“การทำร้านอาหารทำให้เราโตขึ้น เรายังเด็กมาก ยังเป็นเบบี๋ในการทําธุรกิจ เราเป็นคนที่อยากสร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่อยากเข้ามาเปิดร้านอาหาร แต่เราอยากเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง เครือรวยไม่หยุดอยากเป็นสิ่งที่คนพูดถึง ตอนนี้เรามีอีกหลายอย่างกำลังจะตามออกมา เรายังอยากสร้างความหลากหลายในพอร์ตของเรา ให้มีอะไรใหม่ ๆ น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจอาหาร