Skip to content

ศูนย์สิริกิติ์ยกระดับจัดการขยะ มุ่งสู่ Net Zero 2050

19 ธ.ค. 2568 | 16:16น.
ศูนย์สิริกิติ์ยกระดับจัดการขยะ มุ่งสู่ Net Zero 2050

ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมก้าวสู่องค์กรสีเขียวอย่างยั่งยืน ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG และบริษัท เอสซีไออีโค จำกัด หรือ SCIeco เพื่อพัฒนาระบบการจัดการขยะแบบครบวงจร

ภายใต้แนวคิด Waste-to-Value ผ่านการผลิตเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนหรือ RDF ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนศูนย์ประชุม สู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ

ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์สิริกิติ์ในการยกระดับมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายด้านการจัดการขยะในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีปริมาณขยะจำนวนมาก จากการจัดงานประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ

โดย SCIeco ซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะและพลังงานทดแทน จะเข้ามาออกแบบและดำเนินการระบบจัดการขยะแบบครบวงจรให้กับศูนย์ประชุม ตั้งแต่การคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง การแปรรูปขยะทั่วไปให้กลายเป็นเชื้อเพลิง RDF คุณภาพสูง ไปจนถึงการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกกระบวนการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส

สุรพล อภิมน ผู้อำนวยการกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมเนจเม้นท์ แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้ดูแลศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวว่า การสร้างความยั่งยืนของศูนย์ประชุม ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงพื้นที่หรือโครงสร้างทางกายภาพเท่านั้น แต่ต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและการบริหารจัดการในทุกมิติ โดยเฉพาะการจัดการขยะซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ความร่วมมือกับ SCG และ SCIeco จะช่วยให้ศูนย์ประชุมสามารถจัดการขยะอย่างเป็นระบบ และสร้างมูลค่าจากสิ่งที่เคยถือว่าเป็นของเสีย

นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้ศูนย์ประชุมกลายเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสถานที่จัดงานและองค์กรอื่น ๆ ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

จากสถิติพบว่า ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มีปริมาณขยะจำนวนมากจากการจัดงานประชุม สัมมนา และกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดทั้งปี ซึ่งหากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มภาระให้กับระบบกำจัดขยะของประเทศ

การนำระบบ Waste-to-Value เข้ามาใช้ จึงเป็นทางออกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนหรือ Circular Economy ที่กำลังเป็นเป้าหมายสำคัญของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

ภายใต้ความร่วมมือนี้ ศูนย์สิริกิติ์จะได้รับการพัฒนาระบบจัดการขยะที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ โดย SCIeco จะดำเนินการตามแผนงาน 3 ขั้นตอนหลัก

ขั้นตอนแรก คือ การสำรวจและวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของการจัดการขยะในพื้นที่ เพื่อออกแบบระบบที่เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของศูนย์ประชุม

ขั้นตอนที่สอง คือ การดำเนินการจัดทำระบบคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง พร้อมทั้งอบรมและสร้างความเข้าใจให้กับบุคลากรและผู้ใช้บริการทุกคนมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะอย่างถูกต้อง

และขั้นตอนสุดท้า ยคือ การแปรรูปขยะทั่วไปที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ให้กลายเป็นเชื้อเพลิง RDF คุณภาพสูงที่สามารถนำไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงงานอุตสาหกรรม

นอกจากการจัดการขยะแล้ว ศูนย์สิริกิติ์ยังเดินหน้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการดำเนินการตามมาตรฐานสากล โดยได้มีการพัฒนาระบบติดตามและวัดผลตามมาตรฐาน ISO 14064-1 และ Carbon Footprint for Organization เพื่อให้สามารถประเมินและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างแม่นยำ

รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการติดตามผลแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ Real-Time Carbon Footprint Tracking Dashboard ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมีความโปร่งใสและสามารถปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง

ด้าน SCG ในฐานะพันธมิตรหลักได้ให้การสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน รวมถึงการเชื่อมโยงกับเครือข่ายโรงงานอุตสาหกรรมที่สามารถรับเชื้อเพลิง RDF ไปใช้ประโยชน์ได้จริง

ซึ่งจะช่วยปิดวงจรการจัดการขยะอย่างสมบูรณ์ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเสีย นอกจากนี้ SCG ยังมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้นวัตกรรมเพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ

ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการผลักดันศูนย์สิริกิติ์ให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ตามที่วางไว้

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นต้นแบบที่สำคัญให้กับสถานที่จัดงานและองค์กรอื่น ๆ ในประเทศไทยได้นำไปปรับใช้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและมุ่งสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติและนโยบายของรัฐบาลไทย ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050

เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากล