Skip to content

SCB EIC เปิด 7 คำถาม เหตุใดเศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจโตต่ำสุดในรอบ 30 ปี ?

17 ธ.ค. 2568 | 07:34น.
SCB EIC เปิด 7 คำถาม เหตุใดเศรษฐกิจไทยปี 2026 อาจโตต่ำสุดในรอบ 30 ปี ?

7 คำถามกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย จากโค้งสุดท้ายปี 2025 สู่ปี 2026 SCB EIC ประเมิน ปี 2026 ศก.จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงวิกฤต)

เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2026 จะโตแค่ 1.5% ต่ำสุดในรอบ 3 ทศวรรษ (ไม่นับช่วงปีวิกฤต) ชะลอตัวลงจาก 2.0% ในปี 2025

โดยมีแรงกดดันหลักมาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเปราะบางในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อและการลงทุนในประเทศ และข้อจำกัดการคลังภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมือง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจรองรับความผันผวนที่รุนแรงขึ้น

SCB EIC ระบุ 7 คำถามชี้ชะตาเศรษฐกิจไทยปี 2026

1. สงครามการค้าและการแข่งขันจากภายนอกกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างไร ?

แม้การส่งออกไทยจะขยายตัวสูงในปี 2025 แต่แนวโน้มปี 2026 มีโอกาสพลิกกลับมาหดตัวจากหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ (1) เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณชะลอตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้าและผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ที่ชัดเจนขึ้น (2) แรงหนุนจากการเร่งส่งออกก่อนขึ้นภาษี (Front-Loading) กำลังหมดไปหลังสหรัฐ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีนี้ (3) ความเสี่ยงจากการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มเติมของสหรัฐ โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าสวมสิทธิ และ (4) การแข่งขันจากจีนทวีความรุนแรงขึ้น หลังสหรัฐ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีตอบโต้อัตราสูงเป็นเวลา 1 ปี ทำให้สินค้าจีนอาจกลับมาชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐได้มากขึ้น ทั้งนี้การส่งออกและนำเข้าของไทยยังมีความเสี่ยงจากข้อสรุปการเจรจาการค้ากับสหรัฐที่อาจล่าช้า ท่ามกลางกรณีขัดแย้งกัมพูชาที่รุนแรงขึ้นและความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาเร็วกว่ากำหนด

สำหรับภาคการท่องเที่ยวปี 2026 คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นจากปี 2025 มาอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคน แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป การแข่งขันด้านท่องเที่ยว (Tourism War) ในเอเชียที่มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น รวมถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังยืดเยื้อ ล้วนจะเป็นความท้าทายสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวไทย

2. การบริโภคภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบจากความเปราะบางด้านรายได้และหนี้ครัวเรือนอย่างไร ?

การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2026 จากหลายปัจจัย โดยรายได้ครัวเรือนฟื้นตัวช้า ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เปราะบางมากขึ้นในปีนี้ สะท้อนจากการจ้างงานและชั่วโมงทำงานที่ลดลง ข้อมูลจาก SCB EIC Consumer survey ปี 2025 ชี้ว่า ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ภาระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงและความเสี่ยงการชำระหนี้เริ่มกระจายไปสู่กลุ่มรายได้สูงมากขึ้น นอกจากนี้ สินเชื่อด้อยคุณภาพยังทรงตัวในระดับสูง ทำให้ครัวเรือนต้องลดการใช้จ่ายเพื่อลดหนี้ (Deleveraging) ซึ่งจะเป็นแรงกดดันการบริโภคในระยะข้างหน้า

3. การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในหลายมิติ ?

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวได้ในปีหน้า แต่อยู่ในระดับต่ำ แรงหนุนสำคัญมาจากมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสสร้างเครื่องยนต์การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ดาตาเซ็นเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่รองรับตลาดอาเซียน ทำให้ไทยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของฐานการผลิตสำคัญในโลกได้ อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากการลงทุนต่อเศรษฐกิจอาจไม่มาก เนื่องจากสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วน (Import Content) ของไทยสูงขึ้นมากจากอดีต โดยเฉพาะการนำเข้าจากจีน ทำให้การลงทุนไม่ได้สร้างประโยชน์เต็มที่ต่อภาคการผลิตในประเทศ และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อประเด็น Transshipment Tariff กับสหรัฐ ขณะเดียวกัน ธุรกิจไทยยังเผชิญความสามารถทำกำไรที่ลดลงต่อเนื่องและมีสัดส่วนหนี้ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการลงทุนในภาพรวม

4. ภาวะการเงินที่ตึงตัวจะมีการปรับตัวที่ดีขึ้นหรือไม่ ?

ในปี 2025 แม้ กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลง แต่ภาวะการเงินตึงตัวขึ้นมากจากสินเชื่อภาคครัวเรือนและ SMEs ที่หดตัว และค่าเงินบาทที่แข็งตัวมาก ในปี 2026 SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.0% เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและลดแรงกดดันการแข็งค่าของเงินบาท และเพื่อยกระดับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายให้สูงขึ้น ลดความเสี่ยงของภาวะ Debt Deflation ที่อาจกดดันการใช้จ่ายในประเทศในระยะข้างหน้า อย่างไรก็ดี การลดดอกเบี้ยนโยบาย อาจไม่ช่วยให้สินเชื่อครัวเรือนและ SMEs ปรับตัวดีขึ้นมากนัก เนื่องจากฐานะการเงินครัวเรือนและ SMEs ยังคงเปราะบางท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ทำให้สถาบันการเงินจะยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่ออยู่ ทั้งนี้การสำรวจฐานะทางการเงินของผู้บริโภคล่าสุด พบว่า ปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญทำให้ปัญหาภาระการชำระหนี้ยังอยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง และมีสัญญาณว่า ปัญหานี้ได้ลามไปถึงกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูงด้วย มาตรการภาครัฐจึงจะมีความสำคัญทั้งมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้แก่ภาคครัวเรือน และมาตรการ Soft Loan และการค้ำประกันสินเชื่อแก่ SMEs ทั้งนี้ ความสำเร็จของมาตรการทางการเงินเหล่านี้ ต้องทำควบคู่กับมาตรการด้านการเพิ่มรายได้ของภาคครัวเรือน และการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับ SMEs ด้วย

5. การเมืองไม่แน่นอน กระทบการคลังและเศรษฐกิจอย่างไร ?

ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการยุบสภาในวันที่ 12 ธ.ค. ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการคลัง โดยคาดว่าการเบิกจ่ายงบฯลงทุนในปีงบประมาณ 2026 จะทำได้น้อยกว่าปกติ ขณะที่การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2027 มีแนวโน้มล่าช้าบ้าง ซึ่งจะทำให้การเบิกจ่ายงบฯลงทุนช่วงต้นปีงบประมาณ 2027 ต่ำกว่าปกติ แม้ผลกระทบอาจไม่รุนแรงมาก แต่ความไม่แน่นอนยังสูง นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐในระยะกลางจะเผชิญข้อจำกัดการคลังมากขึ้น จากความพยายามปฏิรูปการคลังเพื่อลดขนาดการขาดดุลงบประมาณและควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถาบันเครดิตเรตติ้งและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

6. การปฏิรูปเชิงโครงสร้างคือทางออก เริ่มแล้วจะยั่งยืนแค่ไหน ?

เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าและความเสี่ยงต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงความเปราะบางภายในประเทศที่สะสมมานาน ทำให้การปฏิรูปเชิงโครงสร้างกลายเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไทยจำเป็นต้องสานต่อและเร่งเดินหน้านโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยเน้นนโยบายระยะยาวเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เน้นการยกระดับนโยบายสนับสนุนภาคธุรกิจ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน เช่น การคลายอุปสรรคการลงทุน และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพผ่านแพลตฟอร์มการปฏิรูปประเทศร่วมกับภาคเอกชน (Reinvent Thailand)

7. ธุรกิจไหนไปต่อได้ ปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด ?

ในปี 2026 ทิศทางธุรกิจไทยจะถูกขับเคลื่อนด้วยความท้าทาย 5 ด้าน ได้แก่ (1) ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก (2) กำลังซื้อครัวเรือนที่เปราะบาง (3) ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐ (4) การแข่งขันรุนแรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ (5) แรงกดดันจากเมกะเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยภาพรวมความเสี่ยงด้านลบมีน้ำหนักมากกว่าด้านบวก ทำให้ภาพรวมธุรกิจในปี 2026 ยังมีแนวโน้มชะลอตัว กลุ่มที่ชะลอตัวและยังมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ได้แก่ ภาคการผลิต (อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์, ปิโตรเคมี และเหล็ก) รวมถึงภาคอสังหาฯ ที่ยังซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่ภาคบริการ เช่น ท่องเที่ยวและค้าปลีก ยังเติบโตได้ท่ามกลางความเสี่ยงที่ต้องรับมือ

อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มธุรกิจหรือแม้แต่ธุรกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัว หากสามารถปรับตัวได้ ก็ยังมีโอกาสเติบโตและอาศัยประโยชน์จากเมกะเทรนด์ได้ เช่น ธุรกิจที่นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ หรือปรับตัวสอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภค ยุคใหม่และความยั่งยืน รวมถึงธุรกิจที่สามารถกระจายตลาดหรือเจาะกลุ่มที่มีศักยภาพแทนได้ อย่างไรก็ดี การปรับตัวของภาคธุรกิจยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ ผ่านมาตรการเชิงรุกระยะสั้น เช่น การกระตุ้น อุปสงค์ สร้างความเชื่อมั่น และเสริมสภาพคล่อง รวมถึงมาตรการระยะยาวในการขจัดอุปสรรค ปรับโครงสร้าง และเสริมความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมเดิม พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมศักยภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน

เศรษฐกิจโลกจะชะลอลงปีหน้าตามผลกระทบกำแพงภาษีสหรัฐ ที่จะชัดเจนขึ้น

เศรษฐกิจโลกปี 2026 มีแนวโน้มชะลอลงคาดว่าจะขยายตัว 2.5% YOY จาก 2.7% YOY ในปี 2025 ปัจจัยสำคัญที่กดดันมาจากกำแพงภาษีสหรัฐ ที่จะส่งผลกระทบเต็มปี ทำให้การค้าโลกชะลอตัวหลังหมดแรงหนุนจาก Front-Loading แม้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแส AI จะยังเติบโตได้ดี การลงทุนเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ทั้งด้านการลงทุนภาคเอกชนและความมั่งคั่งผ่านราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI ขณะเดียวกันการลงทุนในเทคโนโลยีและดาต้าเซ็นเตอร์ยังส่งผลดีต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี นโยบายการเงินและการคลังในโลกยังผ่อนคลาย แต่ข้อจำกัดเริ่มชัดขึ้น บางประเทศสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ย ขณะที่บางประเทศยังมีแรงกดดันเงินเฟ้อ ส่วนนโยบายการคลังเผชิญข้อจำกัดจากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และหนี้สาธารณะสูง ทำให้การสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีข้อจำกัดมากขึ้น

นโยบายการเงินโลกในปี 2026 ยังคงผ่อนคลาย (ยกเว้นญี่ปุ่น) แต่ความสามารถในการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมมีจำกัด เนื่องจากธนาคารกลางส่วนใหญ่ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมามากแล้วในปีนี้ และจะเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดวัฏจักรลดดอกเบี้ยในปีหน้า SCB EIC ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มทยอยลดดอกเบี้ยอีก 50 bps ก่อนจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากความเสี่ยงเงินเฟ้อ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงดอกเบี้ยที่ 2% ไว้ตลอดปี ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มทยอยขึ้นดอกเบี้ยสู่ 1.25% ภายในปีหน้า หลังข้อมูลการปรับเพิ่มค่าจ้างประจำปีชัดเจนขึ้น

ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ได้แก่ (1) ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าที่สหรัฐ อยู่ระหว่างการพิจารณา ทั้งภาษีรายสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ และ Transshipment Tariff (2) ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จากท่าทีของสหรัฐ ที่ลดการสนับสนุน NATO และยุโรปลงมาก รวมถึงความตึงเครียดทางการทูตระหว่างญี่ปุ่น-จีน (3) ความเสี่ยงในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะราคาสินทรัพย์กลุ่ม AI ที่อาจปรับฐานลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากปรับเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และ (4) ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพอากาศสุดขั้วและภัยธรรมชาติจะรุนแรงขึ้นทั่วโลก

อ่านรายงานฉบับเต็ม https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/9985/hdy2eseuhe/Outlook-4Q25-On-screen-20251216.pdf

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารไทยพาณิชย์