ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดกลยุทธ์ครบวงจรผลักดันภาคธุรกิจไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 เปิดตัวบริการใหม่ “Sustainability 360” ตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
พร้อมตั้งเป้าสินเชื่อเขียว 30,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 โฟกัส 3 อุตสาหกรรมหลักคือ ไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซ และปูนซีเมนต์
เจสัน ลี ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นที่เข้ามาสนใจเรื่องความยั่งยืนเมื่อ 2 ปีก่อน เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่มีความหมายมากกว่าแค่กำไร โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
“หลักการของความยั่งยืนก็คือ ต้องทำให้ยั่งยืนด้วยตัวเอง กล่าวคือต้องบริหารการเงินให้ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลกระทบโดยตรง”
เขายกตัวอย่างน้ำท่วมหาดใหญ่ที่เราคาดเดาไม่ออก ความถี่ที่นักวิจัยตามไม่ทัน ล้วนเป็นผลมาจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น โดยอ้างอิงข้อมูลจาก European Commission (EDGAR) ที่ชี้ว่าระหว่างปี 1990-2024 ไทยมีการใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น
แหล่งที่ปล่อยมากที่สุดคือภาคไฟฟ้าและอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้ประเทศไทยต้องควบคุมอุณหภูมิให้คงอยู่ที่ 1.5 องศา และบรรลุ Net Zero 2050 ที่ได้ขยับเข้ามา 15 ปี จากเดิมปี 2065 ตามที่ทั้งโลกตกลงร่วมกันในอนุสัญญาปารีส

ออก 3 แนวทาง-ป้องกันฟอกเขียว
เจสัน ลี กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออก “Financing the Transition” เพื่อสนับสนุนสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยผลักดันผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การสร้างความตระหนักถึงบทบาทของภาคธนาคารตามแนวคิด Sustainable Banking ในมิติ ESG
รวมถึงการกำหนดทิศทางภาคการเงินเพื่อให้ธนาคารประเมินโอกาสและความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนลูกค้าปรับตัว และการวางรากฐานระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืน โดยจัดทำ Thailand Taxonomy เพื่อป้องกันการฟอกเขียว หรือ Greenwashing ซึ่งทั้ง 3 แนวทางดังกล่าวยังไม่ได้บังคับใช้เป็นกฎเกณฑ์ แต่เป็นการช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านในประเทศไทย
เปิดตัว Sustainability 360
จากการทำงานร่วมกับลูกค้าองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมาย Net Zero เจสันพบว่าลูกค้าให้ความสนใจในการระดมทุนจากตราสารหนี้และสินเชื่อเพิ่มขึ้น แต่มักติดปัญหาการวิเคราะห์และจัดทำแผนการเปลี่ยนผ่านเชิงเทคนิคและการปฏิบัติตามหลัก Taxonomy
ดังนั้น CIMB Thai จึงเปิดตัวบริการ Sustainability 360 ในปีนี้ เป็น One Stop Service ที่สามารถสนับสนุนลูกค้าในการจัดทำเอกสารทางเทคนิคสำหรับการออกตราสารหนี้และการขอสินเชื่อ โดยเอกสารดังกล่าวผ่านการรับรองความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Second Party Opinion : SPO) ที่สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติทั้งระดับประเทศและสากล
สำหรับ 3 อุตสาหกรรมที่ธนาคารจะเร่งขับเคลื่อนเป็นลำดับแรก ได้แก่ การผลิตไฟฟ้า น้ำมันและก๊าซ และการผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง และต้องการเงินทุนสนับสนุนในการปรับโครงสร้างการผลิต
“CIMB Thai จะช่วยวิเคราะห์และเตรียมความพร้อมให้บริษัทสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุน และสนับสนุนศักยภาพการระดมทุนในตลาดทุนไทยและต่างประเทศ”
เจสันเปิดเผยต่อว่า ในแผน Forward 30 ตามเป้าหมายส่งเสริมความก้าวหน้าให้ลูกค้าพร้อมสร้างคุณค่าให้สังคม การทำ Net Zero เชิงรุกต้องรู้ลึกถึงแต่ละกลุ่มลูกค้าว่าจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่ม
สำหรับในประเทศไทยเริ่มโฟกัสที่ 3 กลุ่มหลักข้างต้น โดยให้ความสำคัญกับ Intensity หรือการคำนวณความเข้มข้นของการปล่อย GHG ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับต้นทุนและเทคโนโลยี และยังเป็นผลดีในการรับมือกับ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ด้วย
CIMB ไทยได้ตั้งวงเงิน Committed Demand ในปี 2024 จำนวน 20,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่าน ครอบคลุมช่วง 2024-2026
โดยเฉพาะกับภาคไฟฟ้าและน้ำมันและก๊าซ วงเงินนี้คิดเป็นประมาณ 4% ของพอร์ตสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ มุ่งสู่ประมาณ 20% ภายในปี 2030
ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย ทั้ง Sustainability-Linked Loans/Bonds, Green/Transition Bonds, Green/Transition Loans และโปรแกรมให้คำปรึกษา ESG โดยระหว่างปี 2022-2023 ได้ให้สินเชื่อ Green/Transition ไปแล้ว 30,000 ล้านบาท
“ธนาคารยังคงเดินหน้าตามเป้าหมาย Committed Demand 20,000 ล้านบาทภายในสองปี (พ.ศ. 2567-2569) โดยในปัจจุบันกลุ่มลูกค้ามีการระดมทุนผ่านตราสารหนี้และสินเชื่อเป็น 50% แล้ว ขณะเดียวกัน ความต้องการเพิ่มมากขึ้น ธนาคารเห็นโอกาสที่ Committed Demand จะเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 ล้านบาทภายในปี 2570”
ดูแผน PDP-เน้นพลังงานสะอาด
เจสันกล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องดูแผน PDP (Power Development Plan) ของไทย
“เมื่อได้คุยกับบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยี ต้องบอกว่าเรามีไฟฟ้าพอ ไฟฟ้าถูก และไฟฟ้าสะอาด เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ให้ความสำคัญกับพลังงานสีเขียว และลูกค้าภาคไฟฟ้าต้อง Net Zero เหมือนกัน ต้นน้ำจึงต้องใช้พลังงานสะอาด”
ไทยมีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง มีอัตราการเพิ่มพลังงานสีเขียว Brown to Less Brown และสามารถเห็นช่องว่างว่าพลังงานหมุนเวียนมีโอกาสเติบโตมากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และ SMR (Small Modular Reactor) ที่คาดว่าจะเติบโตในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
CCUS-SAF กุญแจสู่ Net Zero
เจสันชี้ว่า CCUS (Carbon Capture, Utilization, and Storage) จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะทำให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 ได้ โดยไทยกำลังวาง CCUS เป็นเทคโนโลยีหลักเพื่อไปถึง Carbon Neutrality by 2050
โดยได้ยกตัวอย่างโปรเจ็กต์เรือธง (Arthit Field) ของ PTTEP ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในเดือนกันยายน 2025 สำหรับโปรเจ็กต์ CCS แห่งแรกของไทยที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ วงเงินลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท เป้าหมายเก็บ CO2 ได้ 700,000 ถึง 1,000,000 ตันต่อปี คาดเริ่มดำเนินการในปี 2028
ส่วน Eastern CCS Hub กลุ่ม PTT กำลังศึกษาโครงการฮับขนาดใหญ่ใน EEC คาดว่าต้องลงทุนในระยะแรก 66,000-99,000 ล้านบาท ขณะที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกำลังทำแผนพัฒนา CCS รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีและกรอบกฎหมายเพื่อดึงดูดการลงทุน
ในเรื่อง SAF (Sustainable Aviation Fuel) ไทยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการบินสีเขียวในภูมิภาค โดย CAAT ได้ยืนยันบังคับใช้ Blend Mandate ซึ่งจะเพิ่มเป็น 8% ภายในปี 2036
ด้านบางจากได้เปิดโรงกลั่นเมื่อเดือนเมษายน 2025 ด้วยเงินลงทุน 8,500 ล้านบาท กำลังผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน คาดเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปี 2025
ส่วน PTT GC วางแผนขยายกำลังผลิตจาก 6 ล้านลิตร เป็น 24 ล้านลิตรต่อปี แผนน้ำมันแห่งชาติคาดว่าจะดึงดูดการลงทุน 113,000 ล้านบาท ภายในปี 2027
ท้ายนี้เจสันยืนยันว่า CIMB Thai จะดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทาง Taxonomy และสนับสนุนโอกาสด้านพลังงานสะอาดจากแผน PDP อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน โดยในช่วง 2025-2027 คาดว่าจะมีความต้องการ 30,000 ล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจในอนาคต