Skip to content

‘บิ๊กเซ็นทรัล’ มองเลือกตั้ง โอกาสรีเซตเศรษฐกิจ ดึงไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

25 ธ.ค. 2568 | 06:45น.
‘บิ๊กเซ็นทรัล’ มองเลือกตั้ง โอกาสรีเซตเศรษฐกิจ ดึงไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

โค้งท้ายปี 2568 บรรยากาศการทำธุรกิจเต็มไปด้วยความเหนื่อยยากแสนสาหัส กล่าวได้ว่าไม่มีใครอยู่ในคอมฟอร์ตโซนอย่างแท้จริง พนักงานบริษัทไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่รายเล็กถูกสั่งให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่จนวินาทีสุดท้ายของวันที่ 30 ธันวาคม

ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก และจะมีให้เห็นได้เฉพาะในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่องยาวนาน รูปแบบเดียวกันกับที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

ล่าสุดแนวโน้มปี 2569 จีดีพีประเทศไทยต่ำเตี้ยที่ระดับคาดการณ์ 1.5-1.6% หรือต่ำสุดในรอบ 30 ปี หนึ่งในความหวังที่อาจยังมีหลงเหลืออยู่จึงมาจากเรากำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป “ประชาชาติธุรกิจ” นั่งล้อมวงสัมภาษณ์ “ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ในวาระที่บริษัทจัดทริปนำคณะสื่อมวลชนขึ้นเหนือ เพื่อประกาศแผนลงทุนมูลค่า 1,200 ล้านบาทในการอัพเกรด เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ศูนย์การค้าคู่คนเมืองเกือบ 30 ปี

วัตถุประสงค์เพื่อดึงกำลังซื้อต่างชาติเดินช็อปในห้างเพิ่มมากขึ้น มองในแง่ “จำนวนคน” ตั้งเป้ามีลูกค้าคนไทย 70% ลูกค้าต่างชาติ 30% แต่ในด้าน “รายได้” ดูเหมือนเซ็นทรัลพัฒนากำลังใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อจะสร้างรายได้จากลูกค้าต่างชาติ 70% อีก 30% มาจากกำลังซื้อคนไทยที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากพิษเศรษฐกิจ ถือเป็นสมการทางธุรกิจที่เข้าใจง่าย เมื่อใดที่กำลังซื้อคนไทยอ่อนแอ จำเป็นต้องพึ่งกำลังซื้อต่างชาติเข้ามาเป็นตัวค้ำยันผลประกอบการให้ได้มากที่สุด

ฝากการบ้านโจทย์ใหญ่รอบด้าน

เปิดประเด็นด้วยคำถามแรก ปีหน้ากำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป มุมมองภาคเอกชนคนทำธุรกิจอยากได้รัฐบาลแบบไหน เศรษฐกิจแบบใด

“ดร.ณัฐกิตติ์” กล่าวว่า อยากได้รัฐบาลที่ทำงานให้ประเทศดี ๆ เพิ่ม GDP ให้ประเทศ ? สิ่งที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งต้องทำ ต้องไปทำนโยบายที่ตอบโจทย์ประเทศ แก้เรื่อง S-Curve แก้เรื่องหนี้สินครัวเรือน ผลักดันภาคการท่องเที่ยว

รวมทั้งไฮไลต์อีกหนึ่งเรื่องที่อยากให้พิจารณาก็คือ ทำให้คนไทยระดับชนชั้นกลางมีรายได้สูงขึ้น มองว่าเป็นโจทย์ใหญ่ เพราะไทยอยู่ในกับดักของ Middle Class Trap มาเกือบ 20 ปีแล้ว

รัฐบาลใหม่ต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

ถัดมากับคำถามนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ภาคเอกชนอยากได้อะไร เพราะเท่าที่ประกาศนโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังแข่งขันนโยบายประชานิยมเป็นหลัก

“ผมบอกไปหลายรอบแล้ว สื่อมวลชนเจอผมปีละ 7 ครั้งก็ถามคำถามลักษณะนี้ทุกครั้ง เอกชนก็อยากเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศไทยเกิดขึ้นจริง ๆ ผมยกตัวอย่าง เวียดนามเขาอยากเป็นเทค รัฐบาลเขาส่งเสริมให้คนเรียนด้านเอ็นจิเนียริ่ง หรือด้านดาต้า มีคนเรียนจริง มีบริษัทที่มีคอมพิวเตอร์เอ็นจิเนียริ่งทำงานเป็นหมื่นคนในบริษัทเดียว ชื่อบริษัท FTA ที่เป็นแพลตฟอร์ม และประเทศเวียดนามมีคอมพิวเตอร์เอ็นจิเนียริ่งเป็นแสนคน …ประเทศไทยมีอะไรที่เป็นลองเทอมบ้าง”

กรณีธุรกิจรีเทลซึ่งเป็นธุรกิจเสาหลักที่เซ็นทรัลพัฒนาทำอยู่ ในภาพรวมต้องยอมรับว่าทุกบริษัทในประเทศไทยปรับตัวเก่งในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง “ในแง่รีเทลเมืองไทยเราติดท็อปของโลกนะ เพราะว่าเราปรับตัวเร็วมาก แข่งกันเยอะมาก”

ปั้นรายได้-พึ่งกำลังซื้อต่างชาติ

คำถามที่สาม ปัจจัยบวกในการทำธุรกิจปีหน้ามีเรื่องอะไรบ้าง

คำตอบตรงไปตรงมา “…ปัจจัยบวกปีหน้าก็ไม่มีอะไรดี มันก็สเตเบิลอย่างนี้แหละ ก็ต้องปรับตัวตามสภาพไป”

นำมาสู่คำถามต่อเนื่อง ถ้าอย่างนั้นประเมินว่ามีประเด็นอะไรที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด หรือประเด็นอะไรท้าทายนักธุรกิจมากที่สุดในปีหน้า

“ดร.ณัฐกิตติ์” ระบุว่า เรื่องน่าห่วงมากที่สุดไม่พ้นเรื่องกำลังซื้อในประเทศ ? ธุรกิจรีเทลการที่เราจะเพิ่มกำลังซื้อได้เป็นเรื่องของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาในไทย กับเรื่องค่าเงินบาท

“ในเรื่องนักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 2568 เข้ามาเยือนไทย 33 ล้านคน ถือว่า Not Bad สถิติในช่วงไตรมาส 4/68 ก็เข้ามาเยอะ แสดงว่าประเทศไทยก็ยังเป็นเดสติเนชั่นที่ดึงดูดการท่องเที่ยวอยู่ เท่าที่คุยกับ ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศศไทย) ตอนนี้มีจำนวน 33 ล้านคน จากเป้าที่ตั้งไว้ 35 ล้านคน ผมมองว่าไม่ได้เลวร้ายอะไรมากเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น (ประเทศเพื่อนบ้าน)”

พร้อมกับขยายความเพิ่มเติม แน่นอนว่าทัวริสซึ่มยังเป็นเอ็นจิ้นใหญ่ของธุรกิจรีเทล ในเรื่องของกำลังซื้อ นโยบายภาครัฐกระตุ้นกำลังซื้อ อย่างมาตรการช้อปดีมีคืน คนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน ก็จำเป็นอยู่ในการทำต่อเนื่อง

“มาตรการเที่ยวดีมีคืนก็เวิร์กนะ ได้รับอานิสงส์ทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร เราก็แฮปปี้”

ยุค ศก.ตกต่ำ-เอกชนอยู่เฉยไม่ได้

สำหรับการปรับตัวปรับกลยุทธ์ เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจค้าปลีกปีหน้ามีอะไรบ้าง

“พวกเราก็ต้องปรับตัว ภาคธุรกิจก็ต้องปรับตัวทุกคน ปีนี้เราก็ปรับตัวมหาศาลในเรื่องของพวกเราเอง เรื่องลดคอสต์ ปีนี้เราทำอีเวนต์เยอะมาก ทำอีเวนต์เฟสทีฟเต็มไปหมดเลย เฟสทีฟโลคอล (Local Festival) เพราะภาวะแบบนี้เราอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน ทราฟฟิก (จำนวนคนเข้าศูนย์การค้า) ก็ไม่ตก ถึงสิ้นปีเราก็เพิ่มทราฟฟิกได้จากครีเอทิวิตี้อินโนเวชั่น สิ่งที่เราพยายามทำขึ้นมา”

ตบท้ายด้วย “ฉะนั้น เรื่องของรีเทลกับเฟสทีฟโลคอลเป็นเรื่องจำเป็น คนไทยก็ยังชอบอะไรที่ยังเป็นเฟสทีฟ อะไรที่สามารถคลายความเครียดให้กับชีวิตประจำวันได้ คนไทย วัยรุ่นก็ยังชอบสถานที่ที่เขาสามารถถ่ายรูปและแชร์ได้ในโซเชียล มันก็เป็นเรื่องปกติที่เราก็ต้องมีกระบวนการตรงนี้ ที่ทำให้คนออกจากบ้านมาที่ศูนย์การค้า”

แผนงาน-แผนคน-ทำให้ต่อเนื่อง

คำถามสุดท้าย ปี 2569 เซ็นทรัลพัฒนาอยากส่งสัญญาณอะไรให้กับธุรกิจรีเทลและผู้บริโภคเดินห้าง

คำตอบพรั่งพรูออกมาว่า ทุกอย่างต้องเริ่มจากอินฟราสตรักเจอร์ของประเทศ ถึงบอกว่าเรื่องของกับดักรายได้ชนชั้นกลาง รัฐบาลต้องไปแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เพื่อให้ธุรกิจรายกลาง รายเล็ก หรือ SMEs เดินต่อได้ และทำให้มีเงินหมุนเวียนในประเทศ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ

เรื่องที่สอง ประเทศไทยก็ต้องมี S-Curve ใหม่ ๆ เข้ามา แต่เอสเคิร์ฟตัวนี้ยังหากันไม่เจอเลย จะดึงเรื่องฟู้ดเป็นตัวลีดไหม ฟู้ดเทค ไบโอเทค ต้องมีไดเร็กชั่นชัดเจน ยกตัวอย่างเหมือนกับประเทศเวียดนาม เขามีคอมพิวเตอร์เอ็นจิเนียริ่งเป็นแสนคน จากการวางแผนมาไม่รู้ว่ากี่ปีมาแล้ว ก็รองรับได้ นั่นคือรัฐบาลต้องมองวิธีการวางแผนระยะยาว วางแผนธุรกิจ S-Curve ยังไง วางแผนการเพิ่มบุคลากรยังไง

ทุกคนพูดหมดในที่ประชุม แต่ทำไมทำไม่ได้ นั่นคือรัฐบาลต้องมีทั้งแผนงาน แผนคน และทำต่อเนื่องด้วย