ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เผย สถานการณ์ตลาดบ้านมือสอง Q3/68 ซัพพลายเพิ่มทุกประเภททำราคาขายพุ่ง ยอดโอนประเภทบ้านเดี่ยวสูงสุด 41.8% ตลาดส่อฟื้นตัวจากมาตรการรัฐ ลดค่าโอน, ผ่อนปรน LTV หนุนยาวถึงกลางปี’69
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จัดทำบทวิเคราะห์ เรื่อง สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ ไตรมาส 3/68 พบว่า จำนวนหน่วยและมูลค่าที่ประกาศขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีจำนวน 243,218 หน่วย มีมูลค่า 1,373,038 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 102.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) พบว่า ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าเพิ่มขึ้น 28.4% และ 81.0% ตามลำดับ ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์ที่ประกาศขายโดยบุคคลธรรมดาและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ 44.2%, กรมบังคับคดี 30.8%, สถาบันการเงินเฉพาะกิจ 11.2%,บริษัทบริหารสินทรัพย์ 4.6% และธนาคารพาณิชย์ 4.0%

ซัพพลายพุ่ง กระตุกราคาบ้านมือ 2 ทั้งยวง
และประเภทที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายมากที่สุด คือ บ้านเดี่ยว โดยมีจำนวน 98,416 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 40.5% และมีมูลค่า 658,160 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 56.3% และพบว่า ที่อยู่อาศัยทุกประเภทมีจำนวนหน่วยและมูลค่าประกาศขายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะห้องชุดที่มีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 103.3% และส่วนใหญ่เป็นห้องชุดราคาสูง ส่งผลให้มูลค่าประกาศขายรวมของห้องชุดเพิ่มขึ้นมากถึง 219.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

จากแนวโน้มดังกล่าว ทำให้ราคาเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยมือสองปรับเพิ่มเป็น 5.6 ล้านบาท จากเดิม 4.3 ล้านบาทในไตรมาส 3/67 ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนประกาศขายที่เพิ่มขึ้นในทุกช่วงราคา ซึ่งที่อยู่อาศัยมือสองที่มีจำนวนประกาศขายมากที่สุด 3 อันดับแรก แยกตามระดับราคา ดังนี้
1.ระดับราคา 1.01-2.00 ล้านบาท มีจำนวน 62,091 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 43.4%
และมีมูลค่า 92,340 ล้านบาท
2.ระดับราคาไม่เกิน 1.00 ล้านบาท มีจำนวนหน่วยมากที่สุด 59,381 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน
24.4% และมีมูลค่ารวม 33,627 ล้านบาท
3.ระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท มีจำนวน 34,352 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 14.1% และ
มีมูลค่า 85,516 ล้านบาท
และมีข้อสังเกตสำคัญ คือ อุปทานของที่อยู่อาศัยมือสองที่เพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นทรัพย์ราคาสูง ซึ่งมียอดดูดซับช้ากว่าทรัพย์ราคาต่ำ ส่งผลให้เกิดการสะสมของหน่วยขายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มราคามากกว่า 10.00 ล้านบาท ที่มีจำนวนหน่วยและมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 124.4% และ 144.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของตลาดโดยรวมยังคงเป็นทรัพย์ในช่วงราคา 1.01–2.00 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดที่ 25.5%

ยอดโอนเพิ่ม หนุนภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัย
ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสอง พบว่า ไตรมาส 3/68 มีจำนวน 55,211 หน่วย ลดลง -1.4% และมีมูลค่า 110,695 ล้านบาท -4.9% ตามลำดับ โดยลดลงมากที่สุดในกลุ่มระดับราคามากกว่า 10.00 ล้านบาท ซึ่งมีจำนวนหน่วยและมูลค่าลดลง -7.6% และ -15.9% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน (QoQ) ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า 9.8% และ 9.3% ตามลำดับ สะท้อนถึงบทบาทของตลาดมือสองที่ขยายตัวมากขึ้น และเป็นตลาดที่จะช่วยพยุงการโอนกรรมสิทธิ์โดยรวมไม่ให้หดตัวแรง

เมื่อพิจารณาเป็นรายประเภท พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการโอนบ้านเดี่ยวจำนวน 23,104 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน
41.8% และมีมูลค่า 52,414 ล้านบาท และพบว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองลดลงเกือบทุกประเภท โดยอาคารพาณิชย์มีจำนวนหน่วยลดลงมากที่สุด -6.3% มูลค่าลดลง -10.0% แต่ประเภทที่มีมูลค่าโอนลดลงมากที่สุด คือ ห้องชุดลดลง -13.4% และมีหน่วยลดลง 5.0%

สำหรับประเภททรัพย์ พบว่า บ้านเดี่ยวเป็นกลุ่มที่มีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุด คิดเป็น 41.8% ของการโอนทั้งหมด แม้ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) จะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) พบว่า ตลาดเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยมีจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนเพิ่มขึ้น 9.8% และ 9.3% ตามลำดับ เป็นการฟื้นตัวจากปัจจัยสนับสนุนสำคัญหลายประการ
ทั้งมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง มาตรการผ่อนปรน LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ครอบคลุมทุกระดับราคาและยังมีผลต่อเนื่องจนถึงเดือนมิถุนายน 2569 รวมถึงมาตรการ Quick Big Win ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงที่ช่วยให้ครัวเรือนมีความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น