ไทยพีบีเอสจัดงาน ครบรอบ 18 ปียิ่งใหญ่ เชิญพันธมิตรสื่อร่วมสเปเชียลทอล์ก “สื่อยุคใหม่ ในวันที่ประเทศไม่ปกติ” ปราปต์ บุนปาน MD เครือมติชนย้ำ สื่อมีหน้าที่ประคับประคองเจตจำนงประชาชนเมื่อผลเลือกตั้งออก
ไทยพีบีเอสจัดงาน “18 ปี ไทยพีบีเอส สื่อของทุกคน” ที่คอนเวนชันฮอลล์ ชั้น 2 อาคารศูนย์การเรียนรู้ ไทยพีบีเอส ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนพันธมิตรสื่อ หลั่งไหลเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี
ภายในงานได้มีการฉายวิดีทัศน์ ‘ไทยพีบีเอส สื่อของทุกคน’ ตามด้วย ‘FACT Focus : เจาะลึก DNA ข่าวไทยพีบีเอส’ และรายการอื่น ๆ อาทิ รายการทอล์ก ‘ตอบโจทย์ Question time’ ‘The Active’ และ ‘Policy Watch Connect 2016 จับตานโยบายสาธารณะ’
จากนั้น ได้มีการบรรยายในหัวข้อ FUTURE Ready : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ กับการบริหารแบบ ‘เร่าร้อน’
นายวันชัยกล่าวว่า ตอนที่ตนสัมภาษณ์ จะมีเวิร์ดดิ้งมาพร้อมกับตนเสมอ เรียกได้ว่าเป็นมีมเลยก็ว่าได้ ว่าตนนั้นมาพร้อมกับความเร่าร้อน
“ถ้าถามว่าทำไมถึงใช้คำพูดนี้ ตลอดเวลาอาชีพสื่อมา 30 กว่าปี ผมเป็นคนที่เชื่อสิ่งหนึ่งในการทำงานคือ ‘คำถามที่ดี มีค่ากว่าคำตอบที่ได้รับ’
ตอนที่มาสมัครที่นี่ ผมเชื่อว่าวิกฤตของสื่อมันเกิดขึ้น วิกฤตของสังคมมันเกิดขึ้น แต่สิ่งที่จะทำให้สื่อสาธารณะแห่งนี้ก้าวไปข้างหน้าเป็นที่พึ่งของประชาชน คือ ความเร่าร้อน” นายวันชัยกล่าว
นายวันชัยกล่าวต่อว่า ตนจะยกตัวอย่างอันหนึ่งให้ฟัง มันคือความสมบูรณ์แบบของความเร่าร้อนเลย ในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตที่หาดใหญ่ ทางทีมข่าวไทยพีบีเอสได้มอนิเตอร์ สถานการณ์ตลอดเวลา จนกระทั่งมันเกิดวิกฤตขึ้นมาจริง ๆ จัง ๆ ตนได้เรียกประชุมข่าว ไม่ว่าข่าวหรือสำนักอื่น ๆ ด้วย
“ตอนนั้นประชุม 9 โมงว่าตอนเที่ยงเราจะล้มผังรายการทั้งวัน เพื่อรายงานความเดือดร้อนของคนหาดใหญ่ และคนทางใต้ น้อง ๆ ถามว่าไหวเหรอ ผมบอกว่าในเวลาวิกฤต ความรวดเร็วคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้เดือดร้อน ถ้าเราไม่ล้มผังไม่ทำอะไรเลย มันจะเกิดวิกฤตตามมาในการช่วยเหลือสังคม
หลังจากที่ล้มผังแล้ว ผมบอกทุกคนว่าตอนนั้นไม่มีใครเป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือ คนที่ติดน้ำท่วม เราประชุมกัน และบอกว่าเราจะสร้างคอลเซ็นเตอร์ตอนบ่ายโมง น้อง ๆ ถามว่าพี่ ในสองสามชั่วโมงนี้เหรอ เราก็บอกว่าความเร็วคือสิ่งสำคัญสุดที่จะช่วยเหลือชาวบ้าน แม้ว่าเราจะไม่มีประสบการณ์ในการทำคอลเซ็นเตอร์ก็ตาม แต่ในเวลานั้นไม่มีหน่วยงานไหนที่เป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจน” นายวันชัยกล่าว
นายวันชัยเล่าต่อไป ท่านเชื่อไหมว่าเรามีคอลเซ็นเตอร์ เราระดมอาสาสมัครมาจากไทยพีบีเอสอย่างคับคั่ง 15 สายทั้งคืน เรารับโทรศัพท์จากญาติพี่น้อง เพราะโทรศัพท์ของคนในพื้นที่อาจจะไม่มีสัญญาณแล้ว พี่น้องเขาโทร.มาบอกว่าญาติเขาอยู่ตรงนั้น ตรงนี้ เราก็รายงานไปที่ศูนย์ทางภาคใต้ให้เขาช่วยติดต่อ
“เรารับโทรศัพท์ 2,000 สาย แต่มีสายที่ไม่ว่าง 9,000 สาย ผมรับข้อมูลนี้ด้วยความตกใจว่าคนเดือดร้อนมันมหาศาลจริง ๆ แต่เราช่วยเขาได้แค่นี้ วันรุ่งขึ้นเลยจัดตั้งคอลเซ็นเตอร์มาอีก 50 สาย
ด้วยความเร่าร้อนของน้อง ๆ ไทยพีบีเอสทุกฝ่าย ทุกคน ระดมกันเต็มที่ในการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือชาวบ้านทั้งที่เป็นงานงอก ไม่ได้เกี่ยวกับสื่อสาธารณะเลย แต่เรารู้สึกว่าเราต้องทำเต็มที่” นายวันชัยกล่าว
นายวันชัยกล่าวต่อว่า หลังจากนั้นได้ทราบว่าต้องระดมความช่วยเหลือทุก ๆด่านไปลงที่ใต้ ซึ่งแน่นอนว่าได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท ห้างร้าน หน่วยงาน หน่วยราชการจำนวนมาก เพื่อจะส่งของไปทันที
ซึ่งต้องขอบคุณกองทัพอากาศ ไปรษณีย์ไทย ขอบคุณอีกหลาย ๆ หน่วยงาน รวมถึงไทยรัฐด้วยที่คอยช่วยเหลือ ในการส่งอย่างรวดเร็ว ไม่เท่านั้น ยังคิดต่อไปว่า เราต้องตั้งวอร์รูม เพื่อช่วยพี่น้องฟื้นฟูหลังสถานการณ์น้ำท่วม
“เราคิดต่อไปว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานั้นไม่มีคนบริจาคเลย คือ นมผงทารก มันแพงมากเราเลยใช้เงินบริจาคของเรา ซื้อนมผงทารกจำนวนมาก เช่นเดียวกับซื้อยากันฉี่หนู รวมถึงผ้าห่อศพ
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น ก็คือไปสำรวจพบว่า ชาวบ้านอยากใช้มอเตอร์ไซค์ แต่จมน้ำท่วมไปแล้ว เราจึงติดต่อทรานซิตเพื่อที่จะซ่อมมอเตอร์ไซค์ เราติดต่อบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทเพื่อส่งน้ำมันเครื่องให้กับคนเหล่านั้น” นายวันชัยกล่าว
นายวันชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งเหล่านี้ทำด้วยความรวดเร็ว ทำด้วยความฉับพลัน เพราะนี่คือภารกิจในอนาคตของไทยพีบีเอสที่ตนเชื่อว่าประเทศไทย ปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาความน่าเชื่อถือของข่าวต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเฟกนิวส์หรืออะไรก็ตาม สิ่งสำคัญในอนาคตไทยพีบีเอสจะเป็นสื่อสาธารณะที่เป็นที่พึ่งของคนจริง ๆ FUTURE READY จะบอกพวกเราว่าสื่อสาธารณะไทยพีบีเอสจะก้าวต่อไป แม้ไฟจะท่วมโลก
และปิดท้ายด้วย เวที Special PANEL TALK “สื่อยุคใหม่ ในวันที่ประเทศไม่ปกติ” ในสังคมที่เปราะบาง สื่อควรทำหน้าที่อย่างไร ? โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาได้แก่ นายประณต วิเลปสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว ไทยรัฐทีวี, นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน), นายเสถียร วิริยะพรรณพงศา ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายข่าว PPTV HD 36, นายธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว The Standard, น.ส.กรุณา บัวคำศรี ผู้ดำเนินรายการ ตอบโจทย์ ไทยพีบีเอส
เมื่อถามว่า เราควรจะทำหน้าที่อย่างไรในฐานะสื่อ ในช่วงที่บทบาทสื่อเกิดวิกฤตศรัทธา ?
นายปราปต์ บุนปาน กล่าวว่า ตนรู้สึกว่าคำตอบใหญ่ ๆ สื่อต้องช่วยกันผลักให้สังคมกลับมาสู่ครรลองที่เป็นปกติ มีโจทย์ที่เราต้องเปลี่ยนตัวเองด้วย ให้มองอย่างประนีประนอมและอนุรักษนิยมนิดหนึ่ง ถ้าเราเชื่อว่าสังคมไทยหรือประเทศไทย มันมีโครงสร้างบางอย่าง ซึ่งไม่ได้ตายตัวซะทีเดียว แต่มันมีโครงสร้างที่จะรักษาสมดุลของสังคมลงไปได้ มีพลวัตรสามารถปรับตัวได้พอสมควร ในโครงสร้างนั้นอาจจะมีบุคคล คณะบุคคล จำนวนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ต่าง ๆ ในโครงสร้างเพื่อให้ปรับสมดุล ให้ทุกอย่างดำเนินไปราบรื่น
หลายปีที่ผ่านมาเราเห็นตรงกันว่า โครงสร้างนั้นมันปรับตัวไม่ค่อยได้ มันรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ ปัญหาใหม่ ๆ สภาพการณ์ใหม่ ๆ หลายอย่าง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมเทคโนโลยีต่าง ๆ โครงสร้าง ที่เราเคยมีนั้นรับมือไม่ได้ ขณะเดียวกันคนที่มีหน้าที่ต่าง ๆ ในโครงสร้าง ทั้งเรายังได้เห็นว่ามันมีองค์กรต่าง ๆ ไปทีละองค์กรฟังก์ชั่นเออเร่อ ความน่าเชื่อถือล้มละลาย มีวิกฤตศรัทธา หายไปทีละองค์กร ทีละคณะ สิ่งนี้คือปัญหาใหญ่ในภาพรวม เราจึงต้องดีลกับปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม
“ในแง่สื่อเองพันธกิจหลัก ๆ คือเราต้องช่วยตรวจสอบกันว่า คนที่มีหน้าที่ต่าง ๆ ในโครงสร้างสังคมนี้ มีอะไรที่ผิดพลาด บกพร่องบ้าง สื่อต้องเปิดพื้นที่ที่จะนำเสนอว่าวิสัยทัศน์ว่าสังคมไทยควรจะเป็นยังไง ถ้าเราต้องรีเซตโครงสร้างทางสังคมกันใหม่ จัดระเบียบทางอำนาจ จัดระเบียบโครงสร้างทางสังคม ผลประโยชน์กันใหม่ โจทย์ใหญ่เป็นแบบนี้ สื่อจะสร้างพื้นที่ของความจริงให้สังคมมีความเชื่อใจได้อย่างไร” นายปราปต์กล่าว
เมื่อถามว่า ในสภาวะที่คนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของสื่อ มองว่า ‘สื่อ’ จะสร้างพื้นที่ ‘ความจริง’ ให้สังคมมีความเชื่อมั่นได้อย่างไรบ้าง ?
นายปราปต์กล่าวต่อว่า เมื่อพูดถึงสื่อเรามีทั้งสื่ออย่างไทยพีบีเอสที่รับโจทย์บางอย่างไป กับผู้ประกอบการธุรกิจสื่อ ซึ่งมติชนอยู่ในส่วนนี้ จากคำถาม ถ้าในฐานะผู้ประกอบธุรกิจสื่อเราคงไม่สามารถเคลมได้ว่าเราจะสร้างพื้นที่ความจริง ที่มันบริสุทธิ์ สะอาดได้แบบ 100% คนทำธุรกิจสื่อน่าจะพูดแบบนี้ได้ยาก ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ด้วย มีข้อจำกัด มีปัญหา มีสภาพการณ์ที่ยาก ๆ หลายอย่าง เราอาจจะต้องยอมรับความจริง อีกอันหนึ่งคือสิ่งที่สื่อในเครือมติชนอาจจะพอทำได้ในฐานะที่เป็นองค์กรสื่อที่ทำงานมายาวนาน มีระบบข้างใน ซึ่งมันยืดหยุ่นหลากหลายอยู่
“สิ่งที่เราพอจะทำได้คืออย่างน้อยเราเปิดพื้นที่ สำหรับข่าวหรือเนื้อหาที่มันหลากหลายอะ มันอาจจะมีบางพื้นที่ซึ่งความจริงมันถูกห่อหุ้มควบคุม ถูกแปลงให้เป็นคลิปสั้น เป็นสีสันทางโซเชียลมีเดียเยอะหน่อย มีพื้นที่ที่มาตรฐานสื่อแบบเมื่อ 20-30 ปีก่อนถูกเบียดบังบ้าง เราก็ต้องยอมรับกัน แต่มันยังมีบางพื้นที่ที่เปิดให้กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์
สังคมอย่างตรงไปตรงมา อย่างซื่อตรงได้ เป็นข้อดีคือมติชนซึ่งมีหลายหัวและแบ่งบทบาทกันเล่นได้ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า เราดีลกับปัญหาที่ยังไง คือในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจสื่อมันคือต้องใช้ศิลปะในการบริหารจัดการสื่อพอสมควร ในขณะที่ไทยพีบีเอสอาจจะเป็นอีกโจทย์หนึ่ง” นายปราปต์กล่าว
เมื่อถามว่า เลือกตั้ง 2569 อะไรคือภารกิจที่สื่อยุคใหม่ต้องทำร่วมกัน ?
นายปราปต์กล่าวว่า ตอนนี้สื่อยังเผชิญปัญหากับวิกฤตศรัทธาอะไรบางอย่าง จริยธรรมของบุคลากรสื่อในฐานะปัจเจกบุคคลเป็นยังไง มาตรฐานวิชาชีพขององค์กรสื่อ ผู้บริหารสื่อหรือเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเป็นอย่างไร เห็นด้วยในเรื่องของคอนเท็กต์ บริบท มันเป็นสิ่งที่สำคัญเหมือนกัน แต่สื่อไม่ได้ใหญ่ หรือเป็นผู้กำหนดเกมอะไรขนาดนั้น
ถ้าเรามองบริบทที่มันแวดล้อมสื่ออยู่ ระยะหลังเวลาเกิดปัญหาทำนองนี้กับความน่าเชื่อถือ ตนยังรู้สึกว่าจะมีคนที่มองว่าสื่อปัจจุบันมันตกต่ำ มันมียุคบางยุคที่สื่อมีมาตรฐานสูงกว่านี้ หรือรุ่งเรืองกว่านี้ เช่นช่วงปี 2520-2540 แต่ช่วง 10-20 ปีนั้นกับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมว่าถ้าให้ความเป็นธรรมมันก็ต่างกันพอสมควร
ช่วงนั้นมันคือการเมืองเปิดขึ้น สภาพเศรษฐกิจไทยโต มีผมว่าทุนญี่ปุ่นเข้ามา นายทุนผูกขาดยังไม่แข็งเท่านี้ แต่นายทุนหลากหลายและรุ่มรวยกว่านี้ พร้อมจะสนับสนุนสื่อที่เสรีจะเปิด เรามีผู้บริโภคสื่อที่พร้อมจะซื้อหนังสืออ่าน เราเผชิญสถานการณ์ที่มันเปลี่ยนไปเยอะ ไม่รวมถึงเรื่องเทคโนโลยีอื่น ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสื่อคนกับทีวี คนกับหนังสือพิมพ์กับคนกับโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน นั่นเป็นความสำคัญที่คนละอย่าง ซึ่งเราต้องปรับตัวกัน
เพราะฉะนั้นมันคือความแตกต่างของสื่อระหว่าง ยุคปัจจุบันกับยุคประมาณ 20 ปีก่อน ซึ่งว่าอันนี้มันอาจจะไม่ใช่เรื่องของสื่อมันตกต่ำลงซะทีเดียว
“ส่วนเลือกตั้งมี 2 เรื่องคือ สื่อทุกสื่อพยายามทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างแข็งขัน ซึ่งผมว่ามันคือการกระตุ้นว่าให้คนเอาไปใช้สิทธิเลือกตั้งออกไปลงประชามติและรัฐธรรมนูญ ด้วยความเชื่อที่ว่า วิถีของคูหาเลือกตั้งหรือวิถีทางประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับเราว่าถ้าเรามีปัญหาเราอยากแก้ปัญหาอะไร เครื่องมือของการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือที่เราพึ่งพาได้นะครับ
อีกฟังก์ชั่น 1 ที่สื่อคงจะต้องทำก็คือ เมื่อผลการเลือกตั้งแล้วผลการลงประชามติมันออกมายังไง เห็นแนวโน้มของเสียงที่ส่วนใหญ่ สื่อเองก็ต้องช่วยประคับประคองให้เจตจำนงนั้น ไม่ให้มันล้มหรือมันถูกลบอีก เราก็คงต้องยืนยันว่า เสียงจากคูหาเลือกตั้งเป็นใบอนุญาตสำคัญของระบอบประชาธิปไตย” นายปราปต์กล่าว
