จากรายงานคาดการณ์ตลาดบริการการบินโลก (Global Services Forecast : GSF) ฉบับล่าสุดสำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (รวมจีนและอินเดีย) ของแอร์บัสบริษัทผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลก คาดการณ์ว่า ความต้องการบริการการบินในภูมิภาคจะเติบโตในอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 5.2% ไปจนถึงปี 2587 โดยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 138.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายงานดังกล่าวระบุด้วยว่า การเติบโตอย่างต่อเนื่องดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของปริมาณการเดินทางทางอากาศและการเพิ่มขึ้นของฝูงบิน โดยในช่วง 20 ปีข้างหน้า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะมีความต้องการเครื่องบินพาณิชย์ใหม่จำนวน 19,560 ลำ คิดเป็น 46% ของความต้องการเครื่องบินทั่วโลกตลอดช่วงระยะเวลาการคาดการณ์
นอกจากนี้ ยังคาดว่าภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะยังคงเป็นตลาดการเดินทางทางอากาศที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.4% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 3.6 เปอร์เซ็นต์
ส่วนการดัดแปลงและยกระดับอากาศยาน (Modifications & Upgrades) (ปี 2568 : 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2587 : 6.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สายการบินต่าง ๆ ดำเนินโครงการปรับปรุงอากาศยานที่มีอายุการใช้งานมากขึ้นอย่างซับซ้อน ส่งผลให้ความต้องการด้านการปรับปรุงและยกระดับห้องโดยสารเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โครงการเหล่านี้ยังถูกนำมาใช้เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ห้องโดยสารระดับพรีเมี่ยม และระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบนเครื่องบิน (In-Flight Connectivity : IFC) เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้โดยสารที่เปลี่ยนแปลงไป
ด้านดิจิทัลและการเชื่อมต่อ (Digital & Connectivity) (ปี 2568 : 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2587 : 11.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สายการบินและผู้ให้บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) เร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลมาใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยสนับสนุนการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการ และบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงานผ่านการใช้ระบบอัตโนมัติ
สำหรับการฝึกอบรม (Training) (ปี 2568 : 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2587 : 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการฝึกอบรมและการประเมินผลตามสมรรถนะ (Competency-Based Training and Assessment : CBTA) อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม
ภายในปี 2587 จะต้องการบุคลากรด้านการบินใหม่มากกว่า 1.06 ล้านคน ประกอบด้วย นักบิน 282,000 คน ช่างเทคนิค 302,000 คน และลูกเรือ 473,000 คน
นอกจากนี้ รายงาน GSF ฉบับล่าสุดยังชี้ให้เห็นอีก 2 กลุ่มบริการที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของสายการบินและผู้ให้บริการ MRO
การสนับสนุนการปฏิบัติการด้านการบำรุงรักษา (Maintenance Operations Support) ครอบคลุมบริการด้านวิศวกรรม การจัดการข้อมูลทางเทคนิค การบริหารคลังอะไหล่ และการวางแผนฝูงบินในภาพรวม ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการดำเนินงานของทั้งสายการบินและผู้ให้บริการ MRO
โดยคาดว่าความต้องการในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะมีมูลค่าสูงถึง 46.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2587
การปฏิบัติการภาคพื้น (Ground Operations) กลุ่มบริการสำคัญที่เชื่อมโยงประสิทธิภาพการดำเนินงานภาคพื้นดินกับสมรรถนะในการหมุนเวียนอากาศยาน ซึ่งกำลังถูกยกระดับด้วยระบบอัตโนมัติและดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรวม โดยคาดว่าตลาดการปฏิบัติการภาคพื้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะมีมูลค่าสูงถึง 31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2587
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบิน การเติบโตของความต้องการด้านบริการกำลังมุ่งสู่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้น แม้ว่าตลาดที่พัฒนาแล้วจะยังคงมีบทบาทในการสร้างขนาดตลาด
แต่เอเชีย-แปซิฟิกซึ่งขับเคลื่อนโดยเอเชียใต้และจีนจะเป็นผู้กำหนดระยะถัดไปของการเติบโตในตลาดบริการการบินโลก พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนขีดความสามารถ โครงสร้างการลงทุน และลำดับความสำคัญของอุตสาหกรรมการบินในระดับสากล
ผนึก ‘การบินไทย’ ซ่อมบำรุงฝูงบิน A321neo
ล่าสุด “แอร์บัส” ขยายบริการบำรุงรักษา FHS ครอบคลุมฝูงบิน A321neo ใหม่ล่าสุดของการบินไทย จำนวน 32 ลำ หลังจากลงนามข้อตกลงฉบับแรกเกิดขึ้นในปี 2555
“อนันต์ สแตนลีย์” ประธานแอร์บัส เอเชีย-แปซิฟิก บริษัทผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่ของโลก ระบุว่า แอร์บัสและการบินไทย (THAI) ได้ขยายการสนับสนุนบริการบำรุงรักษาตามชั่วโมงการใช้งาน (Airbus Flight Hour Services) หรือ FHS ให้ครอบคลุมฝูงบิน A321neo ใหม่ของการบินไทย ซึ่งได้ทยอยรับมอบนำมาใช้งานตั้งแต่ปลายปี 2568 เป็นต้นไป

โดยข้อตกลงความร่วมมือนี้ครอบคลุมบริการชิ้นส่วนที่หลากหลาย รวมถึงการจัดเก็บชิ้นส่วนในสถานที่ การเข้าถึงคลังชิ้นส่วน และบริการซ่อมแซมชิ้นส่วนที่ฐานหลักในกรุงเทพฯ ประเทศไทย
นอกจากนี้ การบินไทยจะได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของแอร์บัส และตัวแทนระดับภูมิภาคของ FHS ที่ให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดสำหรับกิจกรรมการบำรุงรักษาประจำวันของสายการบิน และเพิ่มความพร้อมใช้งานของฝูงบินและความสามารถในการ คาดการณ์ต้นทุน
รายงานข่าวระบุว่าข้อตกลง FHS ฉบับแรกของการบินไทยเกิดขึ้นในปี 2555 โดยเป็นการลงนามสนับสนุนชิ้นส่วนสำหรับเครื่องบิน A320ceo จำนวน 20 ลำ
ปัจจุบันทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงขยายขอบเขตของข้อตกลงให้ครอบคลุมเครื่องบิน A321neo จำนวน 32 ลำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของการบินไทยที่มีต่อโซลูชั่นการสนับสนุนการบำรุงรักษาที่ครอบคลุมและเชื่อถือได้ของแอร์บัส

“การขยายข้อตกลง FHS กับการบินไทยเพื่อสนับสนุนฝูงบิน A321neo แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์อันยาวนานของเรา และความมุ่งมั่นของเราในการสนับสนุนกลยุทธ์การปรับปรุงฝูงบินของสายการบิน” นายอนันต์กล่าว และว่า ด้วยการสนับสนุนชิ้นส่วนที่ครอบคลุมและการมีวิศวกรในพื้นที่ แอร์บัสกำลังช่วยให้การบินไทยปรับปรุงการดำเนินงานให้เหมาะสมที่สุด ในขณะที่สายการบินกำลังนำเครื่องบินลำตัวแคบรุ่นใหม่เข้ามาใช้”
นายอนันต์กล่าวด้วยว่า สำหรับ Airbus FHS นั้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านการสนับสนุนชิ้นส่วนแบบคิดค่าบริการตามชั่วโมงการใช้งาน (Power-by-the-Hour) โดยสนับสนุนสายการบินด้วยโซลูชั่นการบำรุงรักษาที่คาดการณ์ได้และยั่งยืนในระยะยาว
โดยนำเสนอโซลูชั่นการบำรุงรักษาที่ยืดหยุ่นและครอบคลุม ออกแบบมาเพื่อช่วยให้สายการบินเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของฝูงบินให้สูงสุด พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยความเชี่ยวชาญระดับโลก ความสามารถด้านดิจิทัลขั้นสูง และข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลของ Airbus ทำให้ FHS ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน