10-pok
คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : อำนาจ ประชาชาติ
เริ่มเตือนกันมากขึ้นแล้วว่า ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคานํ้ามันอยู่ในระดับสูง จะมีไปอีกนาน
แม้สงครามจบ แต่ผลกระทบจะไม่ได้จบไปพร้อมกันอย่างแน่นอน
เนื่องจากการสู้รบที่เกิดขึ้น มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไปค่อนข้างมาก
ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว ผลกระทบที่ชัดเจน คือ เงินเฟ้อจะสูงขึ้น โดยภาคธุรกิจและครัวเรือนจะเริ่มได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
รวมถึงผลกระทบในมิติหนี้และสภาพคล่อง
โดยผลกระทบรอบนี้มีลักษณะ “ไม่เท่ากัน” ซึ่ง “กลุ่มเปราะบาง” จะรับผลกระทบมากสุด เพราะต้องแบกค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตเพิ่มขึ้นในสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ เมื่อเทียบกับรายได้
ต่อมา “ภาคธุรกิจ” ก็มีลักษณะเดียวกัน คือ ธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีข้อจำกัดด้านการแข่งขัน นวัตกรรมและสภาพคล่อง จะได้รับผลกระทบมากกว่า
ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะปรับตัวได้ มีสภาพคล่องและกันชนการเงิน ทำให้บริหารจัดการผลกระทบได้ดีกว่า
หลายคนเริ่มมองว่า ผลกระทบจะ “หนักกว่า” สถานการณ์โควิด-19 ที่พอมีไวรัสก็สามารถควบคุมได้ แต่นี่สงครามจบผลกระทบก็ไม่ได้จบลงง่าย ๆ
แน่นอนว่า การเตรียมมาตรการไว้รองรับผลกระทบเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างแน่นอน
การออกกฎหมายกู้เงิน โดยออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อนำมาใช้เยียวยาผลกระทบ ก็ต้องใช้อย่างเหมาะสม ตามความจำเป็น เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้วิกฤต พยุงคนที่ยากลำบากให้อยู่รอดไปได้
ต้องไม่มีการ “ตีเช็คเปล่า” ให้นำเงินไปใช้อย่างไม่สมควร
แล้วทุกมาตรการที่คิดจะทำ ต้องทำอย่าง “ตรงเป้า” “ตรงจุด” “แม่นยำ” เพราะทรัพยากร (เงินงบประมาณ) มีจำกัด มีน้อย จึงต้องใช้สอยอย่างประหยัด
นโยบาย “รัดเข็มขัด” ยังเป็นเรื่องที่ต้องทำกันทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครัวเรือน หรือภาคธุรกิจ รวมไปถึงรัฐบาล