เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
HR จ้างผู้พิการไม่ใช่แค่ CSR ธุรกิจชี้เป็นกลยุทธ์สู้วิกฤตแรงงาน
ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
Tech ไทยพีบีเอส ประกาศนโยบาย AI ยึด 7 หลัก ย้ำ “AI เป็นผู้ช่วย มนุษย์ตัดสินใจ”
สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
Finance สำรวจ ‘บัตรเครดิตหรู’ อยากดูแพง ติดแกลม ต้องรวยเบอร์ไหน?
DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Business DEX จัดนิทรรศการโคนัน 30 ปี ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
Finance กรมศุลกากร ยึด ‘LSD แสตมป์เมา’ ยาเสพติดแบบสติกเกอร์การ์ตูน ป้องกันระบาดในกลุ่มเยาวชน
บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
Automotive บริดจสโตน ส่ง “POTENZA SPORT EVO” เจาะตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงและรถอีวี
ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
Real Estate ส่องโปรเจ็กต์พันล้าน “สะพานคนเดินข้าม” แม่น้ำเจ้าพระยา แลนด์มาร์กใหม่ “ชัชชาติ 2”
ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
World ย้อนดูเศรษฐกิจกัมพูชา หลังปิดด่านชายแดนทางบกกับไทย ครบ 1 ปี
บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
Economic บีโอไอ เคลียร์ชัดส่งเสริมลงทุนยึดคุณภาพโครงการไม่ใช่สัญชาติผู้ลงทุน หนุนร่วมทุนปรับตัวสู่ EV
จากแสนสิริสู่ผู้นำประเทศ: “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ “วาระแห่งชาติ” พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย
Real Estate จากแสนสิริสู่ผู้นำประเทศ: “เศรษฐา ทวีสิน” คว้ารางวัลเกียรติยศ Thailand Zero Dropout ยกระดับแคมเปญภาคเอกชนสู่ “วาระแห่งชาติ” พลิกโฉมโครงสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาไทย
ดูทั้งหมด

เครือข่ายอากาศสะอาด “โต้กลับ” ทส. แจงยิบ 6 ข้อปม พ.ร.บ.อากาศสะอาด ยันไม่ซ้ำซ้อน-มุ่งรื้อโครงสร้างจัดการมลพิษ

13 พ.ค. 2569 | 07:30น.
เครือข่ายอากาศสะอาด "โต้กลับ" ทส. แจงยิบ 6 ข้อปม พ.ร.บ.อากาศสะอาด ยันไม่ซ้ำซ้อน-มุ่งรื้อโครงสร้างจัดการมลพิษ

เปิดศึกทางความคิด! เครือข่ายอากาศสะอาดร่อนคำชี้แจงโต้ข้อสังเกตกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ยันการตั้ง “กองทุน-คณะกรรมการ” คือหัวใจของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ชี้กฎหมายเดิมเอาไม่อยู่ พร้อมแจงปมค่าปรับ 100 ล้านและดึง “แบงก์” ร่วมรับผิด ไม่ใช่การทุบเศรษฐกิจ แต่คือการสถาปนาสิทธิพื้นฐานในลมหายใจให้คนไทย

ภายหลังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ตั้งข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ในหลายมิติ ทั้งเรื่องนิยามกลุ่มเปราะบาง โครงสร้างคณะกรรมการ และการจัดตั้งกองทุน ล่าสุดทางเครือข่ายอากาศสะอาดได้ออกมาตอบโต้ทุกข้อสงสัย โดยระบุชัดว่ามุ่งเน้นการบูรณาการกฎหมายที่กระจัดกระจายให้เป็นระบบเดียว พร้อมใช้มาตรการ “แครอทและไม้เรียว” เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยในเวทีโลก ตอบข้อสังเกตของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีเนื้อหา ดังนี้

1.ประเด็นคำนิยาม คำว่า “กลุ่มเปราะบาง” (ร่างมาตรา 4)

เห็นว่า คำนิยามดังกล่าวรับรองและคุ้มครองครอบคลุมบุคคลหลายกลุ่ม ทั้งเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยทางเดินหายใจ รวมถึงผู้ที่ทำงานกลางแจ้งที่อาจจะได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ แต่คำนิยามดังกล่าวยังขาดความชัดเจนในการกำหนดขอบเขตการคุ้มครองผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ซึ่งอาจนำมาสู่ภาระและความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณที่มากเกินความจำเป็น ทั้งนี้การเยียวยาผลกระทบด้านสุขภาพควรเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม

คำชี้แจง กฎหมายฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐต้องดูแลและให้ความสำคัญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ แต่การระบุถึงกลุ่มคนเปราะบางในกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้รัฐมีมาตรการที่ชัดเจนขึ้นทั้งในทางนโยบายและกฎหมาย เพื่อคุ้มครองคนกลุ่มนี้ เช่น การอำนวยความสะดวกในการรักษา การพิจารณากำหนดค่ามาตรฐาน การออกใบอนุญาตและควบคุมแหล่งกำเนิดที่เข้มงวดขึ้นหากจะมีผลต่อกลุ่มเปราะบาง ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่มีแต่การเพิ่มเงินหรือเพิ่มภาระขึ้นของรัฐ แต่เป็นกรอบการใช้ดุลพินิจ นอกจากนี้กรณีของกลุ่มผู้ทำงานกลางแจ้ง เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาดก็จะเป็นองค์กรหลักที่ระบุขอบเขตของ “ผู้ทำงานกลางแจ้ง” ให้ชัดเจน โดยพิจารณาและบูรณาการกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายแรงงาน

2.ประเด็นคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด (ร่างมาตรา 40)

เห็นว่า การกำหนดให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด อาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่มีอำนาจสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ และมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี แผนงานหรือนโยบายจึงขึ้นอยู่กับนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแต่ละบุคคลซึ่งอาจขาดความต่อเนื่อง

นอกจากนี้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังกำหนดให้มีคณะกรรมการชุดอื่น ๆ อีก เช่น คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการกำกับดูแลเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการวิชาการเพื่ออากาศสะอาด คณะกรรมการเครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่ออากาศสะอาด ซึ่งการกำหนดให้มีคณะกรรมการหลายชุดอาจส่งผลต่อภาระด้านงบประมาณและไม่สอดคล้องกับมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กำหนดให้มีระบบคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น

คำชี้แจง

1. ร่าง พ.ร.บ.นี้ต้องการยกระดับ “หลักการกระจายอำนาจ” สู่ท้องถิ่น เป็นการแก้จุดปัญหาเดิมในโครงสร้างระบบราชการไทย โดยให้นายก อบจ.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นประธานคณะกรรมการ อย่างไรก็ตามโครงสร้างการทำงาน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนี้อยู่ในลักษณะของการตัดสินใจแบบองค์กรกลุ่มที่มีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน นายก อบจ.จึงไม่สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามอำเภอใจได้ และการกำหนดแผนปฏิบัติการในระดับจังหวัดย่อมไม่ได้มาจากตัวนายก อบจ.เพียงผู้เดียว แต่เป็นผลจากการจัดทำขององค์กรคณะกรรมการเป็นหลัก นอกจากนี้ยังให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการกำกับดูแลการทำงานของคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดด้วยว่าได้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการหรือไม่อีกด้วย

2. คณะกรรมการถูกออกแบบตามความจำเป็น และความเหมาะสม เพื่อให้ทำงานครบทุกระดับ คณะกรรมการนโยบายกำหนดเป้าหมายและทิศทาง คณะกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล คณะกรรมการวิชาการกำหนดฐานวิทยาศาสตร์และมาตรฐาน คณะกรรมการเศรษฐศาสตร์ออกแบบค่าธรรมเนียมและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และคณะกรรมการจังหวัดทำแผนและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง อีกทั้งยังบังคับให้มีการประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้งด้วย มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญวางหลักว่ากฎหมายพึงมีเท่าที่จำเป็นและต้องประเมินผลกระทบแต่ไม่ได้ห้ามการมีกลไกหลายชั้นโดยตัวมันเอง ดังนั้นถ้าหน้าที่ต่างกันและตอบโจทย์การปฏิบัติจริงก็ไม่ใช่ความซ้ำซ้อน แต่คือการแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ

3.ประเด็นการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด (ร่างมาตรา 152 และร่างมาตรา 153)

เห็นว่า ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาดเป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ลดการปล่อยมลพิษและเป็นการสร้างรายได้เข้ารัฐเพื่อนำมาบริหารจัดการอากาศสะอาด แต่ยังขาดความชัดเจนและอาจมีความซ้ำซ้อนในการเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับกองทุนอื่น ๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน กองทุนพัฒนาไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและไม่สร้างภาระซ้ำซ้อนแก่ประชาชน

คำชี้แจง

ในประเด็นการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด” เมื่อเปรียบเทียบกับการเรียกเก็บเงินของกองทุนอื่น ๆ นั้น กล่าวได้ว่าในปัจจุบัน “ไม่มี” กองทุนใดในปัจจุบันที่จัดเก็บเงินจากประชาชนมาเพื่อจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ แม้กระทั่งกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีแต่เรื่องบำบัดการปล่อยของโรงงานเท่านั้น นอกจากนั้นกองทุนที่อาจมีภารกิจเกี่ยวเนื่องกับด้านสิ่งแวดล้อมมีจำนวนน้อยมาก และไม่เคยมีการนำเงินมาใช้ในการจัดการอากาศเลยตามกฎหมายเดิม ดังนั้นความซ้ำซ้อนที่ว่าจึงไม่จริง ในส่วนการกำหนดรายละเอียดอัตรา ระยะเวลา และขั้นตอนการบังคับใช้ ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะออกกฎหมายลำดับรองมารองรับ ซึ่งโดยหลักการปฏิบัติย่อมต้องคำนึงถึงความพร้อมและให้เวลาภาคธุรกิจในการปรับตัวอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยไม่กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ

4) ประเด็นกองทุนอากาศสะอาด (ร่างมาตรา 196) เห็นว่า การมีกองทุนเป็นการเฉพาะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด แต่กองทุนดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดตั้งทุนหมุนเวียน กระทรวงการคลัง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการบริหารเงินทุนหมุนเวียน พ.ศ.2558 อีกทั้งในขั้นคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีข้อสังเกตว่า ควรใช้ “กองทุนสิ่งแวดล้อม” ที่มีอยู่เดิม เพื่อความเป็นเอกภาพและสอดคล้องกับหลักการจัดตั้งกองทุนเท่าที่จำเป็น และเป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ

คำชี้แจง

1. กรณีการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดไม่ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนนั้น ชี้แจงว่า กฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียนใช้กับกรณีหน่วยงานของรัฐที่ขอจัดตั้งกองทุนเท่านั้น ส่วนการตราร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดเป็นการดำเนินการจัดตั้งตามกฎหมายเฉพาะซึ่งอยู่ในกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ ประกอบกับร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่เสนอโดยภาคประชาชน (ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ร่างกฎหมายที่ผ่านการรับหลักการตั้งแต่ชั้นสภาผู้แทนราษฎร) ก็มีการเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนอากาศไว้ด้วย

นอกจากนี้ด้วยกระบวนการทางนิติบัญญัติ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกองทุนหรือมีผลผูกพันงบประมาณ จะต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนยื่นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ข้อเท็จจริงคือร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับภาคประชาชน ได้ผ่านคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะถูกยื่นเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ยิ่งไปกว่านั้นในขณะที่ให้คำรับรอง นายกรัฐมนตรียังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีอำนาจโดยตรงตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารทุนหมุนเวียน การที่นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ย่อมถือว่าได้ผ่านการกลั่นกรองตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลทุนหมุนเวียนแล้ว

2. ไม่สามารถใช้ “กองทุนสิ่งแวดล้อม” ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ทดแทน “กองทุนอากาศสะอาด” ได้ เพราะกลไกการจัดเก็บ การใช้เงิน วัตถุประสงค์ แตกต่างกันอย่างชัดเจน กองทุนสิ่งแวดล้อมให้ใช้ได้กับการบำบัดเท่านั้น ไม่รวมถึงการป้องกันและการเยียวยาผู้เสียหาย นอกจากนั้นยังต้องจัดสรรเงินกองทุนที่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเป็นหลักไปใช้กับมลพิษอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เพียงมลพิษทางอากาศเท่านั้น ซึ่งทำให้การแก้ปัญหามลพิษทางอากาศไม่ต่อเนื่อง ทันการณ์ และครอบคลุมเพียงพอ

5.ประเด็นความรับผิดทางแพ่ง (ร่างมาตรา 207 ร่างมาตรา 210 และร่างมาตรา 211)

เห็นว่า การนำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายโดยขยายความรับผิดไปยังผู้สนับสนุน เช่น สถาบันการเงินผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมการติดตั้ง หรือผู้ติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากทุกภาคส่วน แต่การกำหนดให้สถาบันการเงินเข้ามาร่วมรับผิดกรณีปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งทุน ส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว เนื่องจากสถาบันการเงินจะเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อลดความเสี่ยงทางคดี

คำชี้แจง หลักการของประเด็นนี้คือการขยายความรับผิดออกไปให้ครอบคลุมสถาบันการเงิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้สถาบันการเงินสร้างระบบการประเมินความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศ และติดตามตรวจสอบแหล่งกำเนิดที่กู้เงินไป หากมีระบบเหล่านี้ก็หลุดจากความรับผิด จึงไม่ได้มุ่งที่จะลงโทษเป็นประการหลัก แต่ต้องการกระตุ้นให้ธนาคารสร้างระบบการติดตามความเสี่ยงมากกว่า นอกจากนั้นยังเป็นการกำหนดความรับผิดเฉพาะกิจการในพื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศเท่านั้น (รวมถึงกรณีเแหล่งกำเนิดข้ามแดน) ไม่ใช่ทุกพื้นที่ ซึ่งถือว่าได้สัดส่วนและพอสมควรแก่เหตุ

6.ประเด็นความรับผิดโทษทางอาญา (ร่างมาตรา 233)

เห็นว่า การกำหนดโทษปรับในอัตราสูงถึง 50 – 100 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเกรงกลัวต่อกระทำผิดกฎหมายและป้องกันการกระทำความผิดในวงกว้าง แต่อัตราโทษดังกล่าวสูงมากเมื่อเทียบเคียงกับกฎหมายของต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและสงครามระหว่างประเทศ โทษที่รุนแรงเกินไปอาจบั่นทอนแรงจูงใจของนักลงทุน และส่งกระทบโดยตรงต่อการจ้างแรงงานที่ลดลง

นอกจากนี้ยังมีข้อพิจารณาเรื่องความซ้ำช้อนกับกฎหมายอื่นที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยการควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

อีกทั้งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะสงครามระหว่างประเทศและความผันผวนทางเศรษฐกิจ การที่ร่างพระราชบัญญัติกล่าวกำหนดบทลงโทษที่มีอัตราสูง อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุน การแข่งขันทางเศรษฐกิจรวมถึงการจ้างงานของประชาชนในประเทศ

คำชี้แจง

1. การกำหนดโทษในกฎหมายฉบับนี้มุ่งพิจารณาจากผลและระดับความรุนแรงของการกระทำ โดยเฉพาะความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ชีวิต และร่างกาย ซึ่งสมควรได้รับโทษทางอาญา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีทุกการกระทำจะเป็นโทษทางอาญา บางเรื่องเป็นความรับผิดทางแพ่ง หรือกระทั่งการปรับเป็นพินัยได้ ซึ่งกฎหมายได้คำนึงถึงการออกแบบสภาพบังคับทางกฎหมายให้มีความเหมาะกับแต่ละการกระทำแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่งร่างกฎหมายนี้มิได้มีเพียง “ไม้แข็ง” (Stick) หรือบทลงโทษแต่เพียงอย่างเดียว แต่ได้ออกแบบกลไก “มาตรการจูงใจ” (Carrot) ไว้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ ดังนั้นหากผู้ประกอบการมีพฤติกรรมที่ดี ดำเนินการตามมาตรฐาน และให้ความร่วมมือในการลดมลพิษทางอากาศ ก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากบทกำหนดโทษเหล่านี้เลย ในทางกลับกันยังจะได้รับประโยชน์จากมาตรการสนับสนุนของรัฐด้วย อัตราโทษที่สูงจึงมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและยังคงสร้างผลกระทบต่อส่วนรวมเท่านั้น

2. กฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นการ “บูรณาการ” กฎหมายเดิมที่กระจัดกระจายให้ทำงานเป็นระบบเดียว และไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม เป็นการอุดช่องโหว่และบูรณาการกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันที่มีลักษณะกระจัดกระจาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต่างดำเนินงานแบบแยกส่วน ต่างฝ่ายต่างทำภายใต้กฎหมายของตน ทำให้ขาดการบูรณาการ และไม่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังไม่เพียงพอและไม่ทันสมัยต่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศที่มีลักษณะเฉพาะ ดังนั้นเรื่องใดที่ยังใช้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ไม่ขัดกับร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ให้ใช้กฎหมายนั้นเช่นเดิม ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ได้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อทดแทนกฎหมายเดิมทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เป็นกฎหมายเฉพาะด้านอากาศสะอาดที่เข้ามาเป็นส่วนเสริมและบูรณาการการทำงานของกฎหมายฉบับอื่น ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเพื่ออากาศสะอาดเป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

3. ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด มุ่งปฏิรูปโครงสร้างการจัดการมลพิษแบบเบ็ดเสร็จเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของกฎหมายเดิมที่กระจัดกระจายและแก้ปัญหาเพียงปลายเหตุ โดยสถาปนา “สิทธิในอากาศสะอาด” ให้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องคุ้มครองและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ หัวใจสำคัญคือการจัดการมลพิษครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดตลอดห่วงโซ่อุปทานตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” ผ่านกลไก “แครอทและไม้เรียว” ที่ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์รวมถึงกองทุนเพื่อสนับสนุนการปรับตัวของประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่ไปกับความรับผิดทางกฎหมายที่เด็ดขาด ซึ่งบทลงโทษและมาตรฐานที่เข้มงวดเหล่านี้ไม่ใช่การทำลายเศรษฐกิจ แต่เป็นการปกป้องประเทศจากต้นทุนความเสียหายทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่สูงมหาศาลกว่าหลายเท่าตัว อีกทั้งยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยให้ก้าวหน้าและสอดรับกับกติกาการค้าโลกยุคใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน