ฟ้าหลังฝน
คอลัมน์ จับช่องลงทุน
โดย วิจิตร อารยะพิศิษฐ, สรพล วีระเมธีกุล บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)
การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากตลาดเผชิญกับปัจจัยกดดันต่าง ๆ ทั้งประเด็น Trade War, การเร่งขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ, สภาพคล่องส่วนเกินที่ลดลง, กระแสเงินทุนไหลออก รวมถึงความผันผวนของค่าเงิน อย่างไรก็ดี หลาย ๆ ประเด็นเริ่มผ่อนคลายลง คาดจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อการลงทุนเร่งตัวขึ้นได้ เช่นเดียวกับบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งที่ในช่วงที่ผ่านมาผลการดำเนินงานอาจเผชิญกับปัจจัยลบมากมาย แต่หากเริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัว อาจเป็นโอกาสดีในการเลือกสรรหุ้นดังกล่าวเพื่อการลงทุนได้
หลายปัจจัยกดดันเริ่มผ่อนคลายลงจากดัชนี SET เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา โดยมีแรงหนุนจากปัจจัยกดดันต่าง ๆ ภายนอกในช่วงที่ผ่านมาเริ่มผ่อนคลายลง ผสานกับปัจจัยบวกภายในประเทศจากการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งพบว่า 10 ธนาคาร มีกำไรสุทธิรวมกว่า 53,351 ล้านบาท ดีกว่าคาดที่ 47,496 ล้านบาท (สูงถึง 12.3%) ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนดัชนีแกว่งตัวขึ้นเด่น โดยประเมิน SET ยังมีแนวโน้มแกว่งตัวขึ้น และลุ้นทดสอบแนวต้านถัดไปที่ระดับ 1,720/1,750 จุด อัตราปันผลสูงเพิ่มแรงดึงดูด : หลังจากผ่านช่วงรายงานผลประกอบการ 2Q18 ไปแล้ว (กลางเดือนสิงหาคม) จะเริ่มเข้าสู่ช่วงการทยอยจ่ายปันผลระหว่างกาล
ดังนั้น หุ้นที่คาดจะจ่ายปันผลในอัตราสูงจะมีความน่าสนใจต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตลาดเกิดการปรับฐาน อัตราปันผลที่สูงจะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัด downside risk ของราคาหุ้นได้ คัดสรรบริษัทที่มีแนวโน้มผลประกอบการ 2H61 ฟื้นเด่น : ในช่วงครึ่งปีแรกหลายบริษัทจดทะเบียนเผชิญปัจจัยกดดันหลายประเด็น ส่งผลให้กำไรในช่วงครึ่งปีแรกของบางบริษัทอาจยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
แต่อย่างไรก็ตาม เราคาดมีหลายบริษัทที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว จะเริ่มมีพัฒนาการเชิงบวกในช่วงครึ่งหลังของปี เราจึงพยายามคัดกรองบริษัทเหล่านั้น โดยเน้นบริษัทที่คาดกำไรเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี มีสตอรี่เด่นขับเคลื่อน และมีปันผลอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยได้ 4 หุ้นเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่ SCC, BCP, KBANK, SYNEX
ส่วน 4 หุ้นเด่นที่น่าสนใจในธีมการลงทุน “ฟ้าหลังฝน” : ได้แก่ SCC, BCP, KBANK, SYNEX- SCC : (เป้าหมาย 500 บาท/หุ้น) มีสัญญาณด้านบวกในแนวโน้มอนาคตมากขึ้น คือ 1) ธุรกิจปูนซีเมนต์ มองแนวโน้มปูนซีเมนต์ปีนี้จะโต 1-3% รวมถึงแนวโน้มราคาปูนซีเมนต์จะปรับขึ้นตามราคาพลังงาน 2) ธุรกิจเคมิคอลส์ ไตรมาส 3 จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น รวมถึงมีความต้องการที่ดี จะช่วยหนุนราคา HDPE และ PP ส่วนต้นทุนราคา Naphtha มีแนวโน้มจะอ่อนตัวลดลง 3) ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง ความต้องการบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มจะเติบโตต่อเนื่องในไตรมาส 3 SCC มีกระแสเงินสดในรูป EBITDA สูง รวม 8 หมื่นล้านบาท คาดจะจ่ายปันผลปีนี้ 19 บาท มีอัตราเงินปันผลตอบแทนดี 4.2% แนะนำ ซื้อ ประเมินเป้าหมาย 500 บาท
– BCP : (เป้าหมาย 42 บาท/หุ้น) ภายหลังหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ใน 2Q61 BCP กลับมาเดินเครื่องโรงกลั่นตามแผน ทำให้การใช้กำลังผลิต 3Q61 คาดกลับมายืนได้ที่ 110 KBD ช่วยหนุนผลประกอบการ ควบคู่ไปกับการฟื้นตัวของค่าการกลั่น หลังผ่านจุดต่ำสุดในช่วงปลาย 2Q61 จากอุปสงค์ในช่วงฤดูร้อน และอุปทานที่ตึงตัวขึ้นจากแผนการหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นทั่วโลกที่จะเพิ่มสูงสุดอีกครั้งในเดือน ก.ย.-ต.ค. แนวโน้มผลประกอบการปกติ 2Q61 คาดไม่แย่อย่างที่กังวล แม้จะมีแผนหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ ราคาหุ้นที่ฟื้นตัวช้ากว่ากลุ่มยังไม่สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการ 3Q61 ที่จะฟื้นตัวจากฐานต่ำ อีกทั้ง valuation ยังน่าสนใจด้วย PBV 1 เท่า ยังคงแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย SOTP กลางปี 2562 เท่ากับ 42 บาท
– KBANK : (เป้าหมาย 227 บาท/หุ้น) ตลาดรับรู้ผลกระทบด้านลบจากการยกเว้นค่าธรรมเนียมโอนเงินรายย่อยไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมรวมไม่ได้แย่มากนัก เนื่องจากมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจอื่น ๆ อาทิ กองทุนและประกันฟื้นตัวช่วยพยุงไว้ มองไปข้างหน้า กำไรของธนาคารมีแนวโน้มปรับดีขึ้น จากสินเชื่อที่ยังขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศเริ่มปรับขึ้นบ้างแล้ว และจะช่วยผลักดันรายได้จากดอกเบี้ยให้ฟื้นตัวขึ้นโดยเฉพาะในปีหน้า ในภาวะที่ปัญหาหนี้เสียคลี่คลายลงและการกันสำรองเริ่มทรงตัว แนวโน้มกำไรที่จะเร่งขึ้นมากในปีหน้า (คาด EPS ขยายตัว 19%) จะช่วยผลักดันราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
– SYNEX : (เป้าหมาย 19 บาท/หุ้น) แนวโน้มกำไรในครึ่งปีหลังคาดขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากยอดขายทั้งกลุ่ม smartphone ที่คาดยังเติบโตระดับสองหลักต่อเนื่อง และเข้าสู่ช่วง high season ของคำสั่งซื้อลูกค้าองค์กรเอกชนและภาครัฐ นอกจากนี้ คาดเห็นพัฒนาการที่จะขยายไปยังธุรกิจบริการมากขึ้น ซึ่งมี margin สูงกว่าธุรกิจเดิมมาก เป็น upside risk ที่จะช่วยหนุนกำไรสุทธิปีนี้ขยายตัว +32% YOY ขณะ valuation ปัจจุบันน่าสนใจด้วย forward P/Eཹ เพียง 12.4 เท่า คิดเป็น PEG เท่ากับ 0.56 เท่า