เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

บูม “Hackathon” ปลุกไมนด์เซต SMEs-สตาร์ตอัพ

16 ส.ค. 2561 | 20:07น.

ในช่วง 2 ปีมานี้ การจัดแข่งขัน “Hackathon” เกิดขึ้นมากมายในหลายวงการ โดย Hackathon มาจากคำว่า hack+marathon ซึ่งที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดก็คือการแข่งขันการพัฒนาแอปพลิเคชั่น นวัตกรรมใหม่ ๆ สำหรับแก้โจทย์ที่ตั้งไว้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด ล่าสุดก็มีเวทีที่เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กับฮับบา-เทคสตาร์ส

“ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร”ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจดิจิทัลเริ่มต้น depa กล่าวว่า ในแต่ละปีภาครัฐมีงบฯในการพัฒนาเทคโนโลยีและสนับสนุนสตาร์ตอัพประมาณ 1,000 ล้านบาท ไม่รวมงบฯการสร้างอินฟราสตรักเจอร์ ซึ่งเทียบกับงบประมาณแผ่นดิน 2 ล้านล้านบาท ถือว่าน้อยมาก เพราะสตาร์ตอัพและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นอนาคตของชาติ ขณะที่ปัญหาทรัพยากรบุคคลก็่ไม่เพียงพอในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ดังนั้นความท้าทายคือ การเข้าถึงคนเหล่านี้ให้มากที่สุดเพื่อปรับวิธีคิด

“depa เคยจัดงาน Hackathon มาบ้างแล้ว แต่มองว่าถ้าให้เอกชนจัดจะมีความพร้อมมากกว่า และมองว่าภาครัฐต้องเปลี่ยนจากทำเองเป็นฟาซิลิเตอร์ ทำงานร่วมกับภาคเอกชนแบบพาร์ตเนอร์ แทนที่จะต้องทำเองหมดทุกอย่าง จึงได้ร่วมกับฮับบา-เทคสตาร์ส จัดงานแฮคกาธอนภายใต้ชื่อ “Startup Battleground” ในงานดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบงค์ 2018 เพราะเชื่อว่า จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยหางาน หาโจทย์ หากระบวนการคิดใหม่ ๆ”

โดยเปิดรับสมัครถึง 9 ก.ย. ทีมละ 4-8 คน ที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศไทย ไม่จำกัดสัญชาติ มีประสบการณ์ระดมทุนไม่เกิน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีไอเดียที่พร้อมจะนำมาต่อยอดพัฒนาในงานนี้ พร้อมชิงรางวัลรวมกว่า1.5 ล้านบาท

“อมฤต เจริญพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ฮับบา จำกัด (HUBBA) กล่าวว่า สิ่งสำคัญในงาน Hackathon จำเป็นต้องสร้างคนเก่ง ๆ เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโต เพราะบางคนเก่ง มีประสบการณ์มานาน แต่ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจ Hackathon จึงเป็นเวทีให้คนมาประลองฝีมือ มาสร้างเน็ตเวิร์ก สร้างโอกาสต่าง ๆ

โดยในงานครั้งนี้ได้มีโจทย์ 10 หัวข้อ new S-curve ในการระดมไอเดีย ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยว (Travel Tech) 2.เทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech) 3.เทคโนโลยีด้านเกษตรกรรม (Agri Tech) 4.ซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (Software as a Service หรือ SaaS) 5.เทคโนโลยีด้านการอยู่อาศัย (Living Tech) 6.เทคโนโลยีด้านการศึกษา (Ed Tech) 7.เทคโนโลยีสีเขียว (Green Tech) 8.เทคโนโลยีด้านทรัพยากรมนุษย์ (HR Tech) 9.เทคโนโลยีด้านอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) 10.เทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Tech) ปัจจุบันมี 4 อุตสาหกรรมที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัด ได้แก่ การแพทย์, อาหาร, การเกษตร และการท่องเที่ยวที่เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้

“วิศิษฐ์ ยินดีสิริวงศ์” ผู้จัดการบริษัท Omise ประเทศไทย ตัวแทนที่เคยเข้าร่วมงาน Hackathon กล่าวว่า สตาร์ตอัพต้องคิดรอบด้าน ดังนั้น การเข้าร่วม Hackathon จะได้รับความรู้ในระดับเริ่มต้น ทำให้ไม่ต้องไปเสียเวลาทำเอง ถือเป็นทางลัดในการเติบโตของสตาร์ตอัพ เช่น มาหาทีมหรือนำไอเดียไปต่อยอด

“Hackathon เป็นกิจกรรมที่ดี อยากให้รัฐและเอกชนสนับสนุน เพราะว่าการแข่งขันนี้จะช่วยดึงศักยภาพออกมาได้เต็มที่ ถ้าไม่มีโจทย์ก็เท่ากับไม่มีเป้าหมายของประเทศ Hackathon จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ให้คนที่มีไอเดียได้เจอคนเยอะ และดึงคนเข้ามาเป็นสตาร์ตอัพมากขึ้น ช่วยให้คนได้ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อแก้ปัญหา”

“ดร.ชินาวุธ” กล่าวเสริมว่า งาน Hackathon จะเป็นทางลัดให้บรรดาสตาร์ตอัพ รวมถึง SMEs ได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ และรู้ว่าต้องปรับเปลี่ยน จะอยู่แค่ในคอมฟอร์ตโซนไม่ได้ แต่ที่ผ่านมางาน Hackathon มักมีจุดอ่อนคือ ไม่เกิดการต่อยอด บางหน่วยงานจัดเสร็จก็จบ ทำให้สตาร์ตอัพหรือ SMEs ที่มีไอเดียดีฟอร์มทีมได้ดี แต่พัฒนาต่อไม่ได้เพราะไม่มีงบประมาณ จึงเกิด “depa fund” เพื่อเป็นกองทุนให้สตาร์ตอัพระดับเริ่มต้น และมี “grow fund” ให้กับสตาร์ตอัพที่มีธุรกิจแล้ว รวมทั้งมีโครงการอบรมบ่มเพาะ (accelerate) ช่วยส่งเสริมให้ครบวงจร

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สตาร์ตอัพ