เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เร่งปิดดีลขาย ‘รอยัลออคิดฯ’ เคลียร์หนี้-คืนเงินผู้ถือหน่วย
Finance เร่งปิดดีลขาย ‘รอยัลออคิดฯ’ เคลียร์หนี้-คืนเงินผู้ถือหน่วย
ราคาน้ำมันวันนี้ (1 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (1 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.3% อยู่ที่ 77,422 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (1 พ.ย. 69) ขยับขึ้น 0.3% อยู่ที่ 77,422 เหรียญสหรัฐ
ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
Biz Movement ยศชนัน เยี่ยมชมมหกรรมหนังสือฯ โค้งสุดท้ายยอดนักอ่านทะลุล้าน
ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
Biz Movement ชมพู่ อารยา เผยเบื้องหลัง “กุ๊กกู๋” ที่แม่ซับพอร์ต
ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
Business ททท.คาดท่องเที่ยวสงขลา 2 เดือนสุดท้ายคึกคัก นักท่องเที่ยวทะลุ 9 แสนคน-ครั้ง สร้างรายได้ 7.5 พันล้าน  
โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
World โอบามาจวกทรัมป์ สงครามอิหร่าน เหน็บกลาโหม สนใจแต่แนวกราม-เทสโทสเตอโรน
ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
World ทรัมป์ยังไม่ฟันธง เกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังแฮก Binance
CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
Tech CZ Binance ยกย่อง GULF พันธมิตรไทย พร้อมช่วยฝ่าวิกฤตแฮ็ก 6.3 พันล้านดอลลาร์
ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
Biz Movement ผู้กองแคท จับมือ วชิราวุธ เดินหน้าวางมาตรฐานนางสาวไทย 2570
ดูทั้งหมด

ฟองสบู่หุ้นเติบโต

17 ส.ค. 2561 | 09:28น.

คอลัมน์ จัตุรัสนักลงทุน

โดย ภาคย์ภูมิ ศิริหงษ์ทอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “หุ้นเติบโตเร็ว” เป็นหุ้นที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุน จนเรียกได้ว่าเป็นหุ้นที่ทุกคนต้องมีติดพอร์ตไว้ หุ้นเหล่านี้มีอัตราการเติบโตของกำไรสูงมากในอดีต อาจสูงถึง 50% ต่อปี หรือมากกว่า และเมื่อผลประกอบการออกมาดี นักวิเคราะห์ก็ออกมาปรับเป้านักลงทุนก็ยอมจ่ายราคาที่แพงขึ้น บนความคาดหวังว่าผลประกอบการจะเติบโตมากขึ้นไปอีก ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแบบก้าวกระโดด บางตัวได้กำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

แต่แน่นอนว่าการจะรักษาการเติบโตแบบ “ก้าวกระโดด” ไปตลอด แทบจะเป็นไปไม่ได้ พอเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้สะดุด เช่น ยอดขายหรือกำไรเติบโตน้อยกว่าที่ผู้บริหารตั้งเป้าไว้ ความกังวลในที่มาที่ไปของตัวเลขในงบการเงิน รวมถึงข่าวลือเรื่องธรรมาภิบาลเกี่ยวกับผู้บริหาร หุ้นก็ถูกเทขายลงมาอย่างหนัก ความเชื่อมั่นก็หดหาย ความกังวลก็เข้ามาแทนที่ นักวิเคราะห์ปรับลดประมาณการ ความคาดหวังที่ลดลงก็ยิ่งกดดันให้ P/E ลดลง (price to earning ratio ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ผมใช้วัดความถูกแพงของหุ้น) ราคาก็เลยถูกหั่นลงมาแบบรวดเร็ว ราวกับลิฟต์ขาด ในหลายกรณีราคาปรับตัวลงมา 40-70% ในช่วงเวลาไม่กี่เดือน ซึ่งถ้าใครไปซื้อไว้แถว ๆ ราคาสูง ๆ ก็คงจะเสียหายหนักพอตัว

ในฐานะหนึ่งในผู้เสียหายที่เคยติดดอยหุ้นเติบโตอยู่หลายตัว ผมได้พยายามวิเคราะห์หาสาเหตุที่หุ้นเหล่านี้ปรับตัวลดลงมา ข้อสังเกตแรกที่เห็นได้ชัด คือ หุ้นเติบโตเร็วแทบทุกตัว เป็นหุ้นที่ราคา “แพงมาก” หลายตัวมี P/E สูงถึง 40-100 เท่า ในช่วงที่ราคาทำจุดสูงสุด ทำให้เราเห็นบริษัทที่มีกำไรไม่กี่ร้อยล้าน มีมูลค่าตลาดสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดี อาจจะดู “เกินจริง” ไป

ลองคิดดูเล่น ๆ นะครับว่า ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจ แล้วคนมาติดต่อขอซื้อกิจการในราคาเท่ากับ 100 เท่าของกำไรในปีที่ผ่านมา ถ้ากำไรไม่ได้แย่กว่าปกติมาก และกำไรไม่สามารถเติบโตได้เป็นสิบเท่าในระยะเวลาสั้น ๆ ราคานี้ก็เป็นราคาที่ปฏิเสธได้ยากมาก ถ้ามองในแง่ของผลตอบแทนเป็นหลัก เพราะว่าถ้าจะให้ได้เงินจำนวนเท่ากัน ต้องรอไปอีกเป็น 100 ปี ขายวันนี้ รับเงินวันนี้ เป็นทางเลือกที่ดีกว่าเยอะ

เหตุผลเดียวที่เราจะไม่ขาย คือ เราคิดว่าสามารถขายได้ราคาที่ “ดีกว่านี้” ในอนาคต อันนี้เป็นกับดักสำคัญทางจิตวิทยาที่อันตราย นักลงทุนในตลาดจะเชื่อว่าบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ มีข้อได้เปรียบพิเศษที่คู่แข่งไม่สามารถเลียนแบบได้ มีผู้บริหารมีความสามารถแบบซูเปอร์สตาร์ แถมความต้องการของลูกค้ายังมีอีกมหาศาล ทำให้ยอดขายของบริษัทเติบโตได้หลายเท่าตัว (แปลกดีที่หลายกรณีมักจะพูดถึงกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวจีน หรือส่งออกไปประเทศจีน) นักลงทุนคาดว่าปัจจัยบวกเหล่านี้จะส่งผลให้กำไรเติบโตแบบฉุดไม่อยู่ และจะทำให้หุ้นที่ราคาแพงมาก ๆ ในวันนี้ กลายเป็นหุ้นถูก น่าลงทุน ในระยะเวลาไม่กี่ปี

บางคนบอกว่า หุ้น P/E 50 เท่า ยังซื้อได้ตราบใดที่ยังโตได้ปีละ 50% เพราะค่า PEG ยังไม่เกิน 1 เท่า (ค่า PEG คือ P/E หารด้วยอัตราการเติบโตของกำไร ในกรณีนี้คือ 50 เท่า หารด้วย 50% เท่ากับ 1 เท่า)

แนวคิดนี้มีคนเข้าใจผิดค่อนข้างมาก ถ้าเราอ่านหนังสือของ Peter Lynch ผู้จัดการกองทุนระดับโลกที่ทำให้สูตร PEG เป็นที่นิยม จะพบว่าเวลา Peter Lynch คำนวณ PEG เขาจะใช้การเติบโต “ปกติ” ซึ่งอาจจะเป็นค่าเฉลี่ยในอนาคตซัก 3-5 ปีข้างหน้า การใช้การเติบโตกำไรเพียงปีเดียวอาจจะทำให้เราโดนหลอกได้ง่าย ตัวอย่างเช่น บริษัทที่มีฐานกำไรที่ต่ำผิดปกติในปีที่ผ่านมา ก็จะทำให้ปีนี้มีการเติบโตสูงเป็นพิเศษ ซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

นอกจากนี้ การประเมินกำไรใน 3-5 ปีข้างหน้า ก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เพราะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในตัวบริษัท คู่แข่ง อุตสาหกรรม รวมถึงความเข้าใจในงบการเงิน และความสามารถในการคาดการณ์อนาคต การซื้อหุ้นเพราะ PEG ต่ำเพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้เรามองข้ามปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้การเติบโต เช่น การแข่งขัน แนวโน้มราคาต้นทุน ดอกเบี้ย กฎระเบียบ กระแสเงินสด เพราะฉะนั้น หุ้นที่ PEG ต่ำ ๆ ก็ไม่ได้แปลว่า น่าลงทุนเสมอไป

สุดท้ายแล้วในโลกของการลงทุน ถ้าจะลงทุนให้ชนะผลตอบแทนของตลาด นักลงทุนไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นแข็งแกร่งเติบโตเร็วเสมอไป ถ้าลองทำการบ้านให้ดี ๆ เราจะค้นพบหุ้นที่มี upside เยอะ แต่ downside จำกัด ถึงอาจจะเป็นหุ้นที่ดูน่าเบื่อ ไม่เร้าใจเท่ากับหุ้นเติบโตที่มี story ดี ๆ แต่การซื้อหุ้นที่เติบโตน้อยหรือไม่เติบโตเลยได้ในราคา “โปรโมชั่น” ก็อาจจะกำไรมหาศาลได้ เปรียบได้กับการซื้อรถยุโรปในราคา super car ยังไงก็คงกำไรไม่เท่ากับการซื้อรถญี่ปุ่นธรรมดา ๆ ในราคามอเตอร์ไซค์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน ตลาดหุ้น นักลงทุน