ธ.ก.ส.ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ ก.ย. เร่งพักหนี้เกษตรกร-ธปท.เตือนความเสี่ยง
ธ.ก.ส.ส่งเจ้าหน้าที่ปูพรมทั่วประเทศ ก.ย.นี้ พบลูกหนี้ 3.81 ล้านราย ที่เข้าข่าย “พักหนี้” 3 ปี ตั้งเป้าให้ลูกหนี้เซ็นร่วมโครงการจบภายใน ธ.ค.นี้ แจงลูกหนี้้พักหนี้จะต้องจ่ายดอกเบี้ยอย่างน้อยปีละครั้ง ชี้มาตรการช่วยคุม NPL ใหม่ หวังปีนี้ NPL ไม่เกิน 4% ธปท.แนะประเมินความเสี่ยงรอบด้าน
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงเดือน ก.ย.นี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.ทุกพื้นที่ลงพบปะลูกหนี้ที่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิพักชำระหนี้ (มีต้นเงินกู้ไม่เกิน 300,000 บาท/ราย) เป็นเวลา 3 ปี (1 ส.ค. 2561-31 ก.ค. 2564) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2561 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 3.81 ล้านราย ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายว่าจะดำเนินการให้เกษตรกรลูกหนี้ลงนามแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการให้เสร็จสิ้นทั้งหมดภายในเดือน ธ.ค.นี้
“เมื่อเซ็นแล้วจะมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561 นี้เป็นต้นไป” นายอภิรมย์กล่าว
นายอภิรมย์กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้ไม่เกิดหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ใหม่ เพราะจะช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของลูกหนี้ โดยลูกหนี้ที่เข้าโครงการจะชำระเพียงดอกเบี้ยเท่านั้น ซึ่งหากชำระดอกเบี้ยตามปกติก็จะไม่ถูกจัดชั้นเป็น NPL ตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด หรือหากลูกหนี้รายใดยังมีภาระหนักในการชำระดอกเบี้ย ก็สามารถเจรจาปรับงวดการชำระให้เหมาะสมได้ โดยต้องชำระดอกเบี้ยเงินกู้ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
นอกจากนี้ ในช่วง 1 ปีแรก (1 ส.ค. 2561-31 ก.ค. 2562) ลูกหนี้จะได้รับการลดดอกเบี้ยที่เกิดจากต้นเงินกู้ 300,000 บาทแรก ลงในอัตรา 3% ต่อปี โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนเกษตรกร ในอัตรา 2.5% ต่อปี และ ธ.ก.ส.รับภาระแทนเกษตรกรในอัตรา 0.5% ต่อปี คิดเป็นวงเงินที่รัฐช่วยเหลือประมาณ 20,000 ล้านบาท
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.เปิดเผยว่า ปัจจุบัน NPL ของ ธ.ก.ส.ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 4% โดยตลอดปีบัญชี 2561 ธนาคารตั้งเป้าหมายคุมระดับ NPL ไว้ไม่ให้เกินกว่า 4%
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ทาง ธปท.ได้มีข้อเสนอแนะใน 4 ประเด็นเกี่ยวกับมาตรการพักหนี้ ได้แก่ 1.ให้จัดลำดับความสำคัญของเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการคลังมากเกินจำเป็น รวมถึงให้คำนึงถึงว่ามาตรการพักหนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาการขาดวินัยทางการเงิน และสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้ปกติไม่จ่ายชำระและนำมาสู่ปัญหาหนี้เสียในอนาคต (moral hazard) ได้
2.เสนอแนะว่า การทำโครงการพักหนี้ควรพิจารณาถึงผลกระทบจากโครงการก่อนหน้าในมิติของทั้งพฤติกรรมของลูกหนี้ว่า นำเงินที่ได้จากการพักหนี้ไปใช้ในกิจกรรมใดบ้าง และ ธ.ก.ส.ควรประเมินและติดตามความสำเร็จของโครงการเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อไป
นอกจากนี้ ธปท.ยังชี้ด้วยว่า 3.การทำโครงการพักชำระหนี้จะส่งผลให้ ธ.ก.ส.มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงควรมีระบบบริหารจัดการความเสี่ยงรองรับอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านเครดิตและความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง โดยความเสี่ยงด้านเครดิต ธปท.เห็นว่า การกันสำรองลูกหนี้ที่จัดชั้นปกติที่ 1% ของมูลหนี้ อาจจะไม่เพียงพอรองรับความเสี่ยงที่แท้จริงเมื่อสิ้นสุดโครงการ และอาจกระทบฐานะของ ธ.ก.ส.
“แม้จะจัดชั้นเป็นลูกหนี้ปกติ แต่ ธ.ก.ส.ควรกำหนดแนวทางบริหารความเสี่ยงและประเมินความเสี่ยงที่ชัดเจน รวมถึงตั้งสำรองแบบสำรองทั่วไปที่สอดคล้องกับคุณภาพสินเชื่อที่แท้จริง โดยอาศัยข้อมูลคุณภาพสินเชื่อที่ผ่านมา ร่วมกับวิธีการทางสถิติที่มีการทดสอบความน่าเชื่อถือได้ รวมถึงมีระบบติดตาม ดูแลลูกหนี้ใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อพ้นระยะเวลาโครงการแล้ว ลูกหนี้จะชำระหนี้ได้ตามปกติ”
ส่วนความเสี่ยงสภาพคล่อง ธปท.แนะให้ ธ.ก.ส.ประเมินความต้องการสินเชื่อเพิ่มเติมแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งในการใช้จ่ายเพื่อยังชีพและการเพาะปลูกในรอบปีต่อ ๆ ไป ซึ่งควรทำอย่างรอบคอบ และ 4.ให้นับมาตรการพักชำระหนี้และลดดอกเบี้ยเป็นโครงการธุรกรรมนโยบายรัฐ (PSA) พร้อมเปิดเผยในหมายเหตุงบการเงินให้ชัดเจน