การลงทุน … การแต่งงาน
คอลัมน์ แตกประเด็น
โดย ดร.สมชาย หาญหิรัญ กระทรวงอุตสาหกรรม
โลกธุรกิจที่ซับซ้อนในปัจจุบันมีทางเลือก “การลงทุน” มากมายหลายประเภท ทั้งหวังผลระยะสั้น เข้าออกง่าย ไม่ผูกพัน ซึ่งมักจะมองดูปัจจัยที่เกี่ยวกับระยะสั้น ต่างกับนักลงทุนที่ตั้งใจจะอยู่ในธุรกิจนี้ยาว ที่ต้องดูปัจจัยที่เกี่ยวข้องทุกตัวในระยะหลาย ๆ ปีเป็นซีรีส์ ไม่มองเฉพาะเหตุการณ์ในระยะสั้น
ถ้าหากเปรียบ “การลงทุน” เหมือนกับ “การเลือกคู่ครอง” แล้ว เราคงมองหาคนที่จะสร้างครอบครัวและอนาคตร่วมกับเรา ให้ความสำคัญกับญาติพี่น้อง เพื่อน และอาจรวมถึงสุนัขเราด้วย ประเภท “love me love my dog” ประมาณนั้น มากกว่าพวกฉาบฉวยที่หวังผลระยะสั้น “เมื่อได้ผลตอบแทนดั่งใจแล้วก็ทิ้งเราไป”
ดังนั้น นักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ “เราปรารถนา คือ นักลงทุนที่จริงจัง” และวางแผนสร้างความเติบโตด้วยกันในอนาคตเหมือน “การแต่งงาน” ซึ่งเขาต้องเอาใจใส่ มองปัจจัยต่าง ๆ ที่ลึกซึ้งในทุกมิติ ไม่ว่าสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และแม้แต่การวางแผนการพัฒนาต่าง ๆ ในอนาคตร่วมกัน รวมทั้งพันธมิตรทางธุรกิจทั้งหมดรอบด้านด้วย กลุ่มนี้จะตัดสินใจบนพื้นฐานความแข็งแกร่งของประเทศนั้น ๆ ในระยะยาว และนโยบายที่ชัดเจนในอนาคต มากกว่าสนใจปัจจัยระยะสั้น
ที่ผ่านมา แม้ว่าประเทศไทยจะ “ประสบปัญหาเศรษฐกิจครั้งใหญ่” ในปี 2540 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2551 และสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองอีกนับครั้งไม่ถ้วน อาจทำให้ “ตัวเลขการลงทุนชะงักงัน” หรือลดลงไปบ้าง แต่ในช่วงสั้น ๆ และหลังจากนั้นไม่นาน “อัตราการขยายตัวของการลงทุนจะเพิ่มอย่างรวดเร็ว” ทุกครั้ง
และหากมองในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวการลงทุนของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยดัชนีการลงทุนของภาคเอกชน (Private Investment Index) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่มจาก 89.6 ในต้นปี 2550 เป็น 123.8 ในกลางปี 2560 ซึ่งแสดงถึงพื้นฐานที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยของนักลงทุน
กลุ่มนักลงทุนเหล่านี้มองปัจจัยพื้นฐานในแต่ละด้านอย่างลึกซึ้งและดูกันยาว ๆ ซึ่ง “ประเทศไทยก็มีความพร้อมในทุกด้าน” เช่น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งมีนโยบายด้านเศรษฐกิจเสรีในทุกยุคทุกสมัย แม้ว่ารัฐบาลและการเมืองจะเปลี่ยนแปลง อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และค่าเงินก็ไม่ผันผวนผิดธรรมชาติทางการเงิน และหากพูดถึงอุปสงค์ในประเทศ อัตราการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 ปี รวมทั้งอัตราการใช้จ่ายของประชาชนของไทยที่เป็นตัวชี้ถึงอุปสงค์ในประเทศของนักลงทุนก็มีการเคลื่อนไหวตามสถานการณ์ระยะสั้น โดยเฉลี่ยทั้งปีมีอัตราการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ดัชนีนี้เพิ่มจากร้อยละ 120 ในปี 2552 เป็นประมาณ 147 ในสิ้นปี 2560
สำหรับการส่งออก ที่ผ่านมาอาจลุ่ม ๆ ดอน ๆ ตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก หรือลดต่ำสุดในปีที่มีวิกฤตทางด้านอุปทานช่วงปี 2540 ที่ประเทศเจอวิกฤตการเงิน หรือในปี 2550-2551 ที่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ส่งผลต่ออุปสงค์ในตลาดโลก และในปี 2554 ที่เราเจอน้ำท่วมแบบวินาศ แต่หลังจากนั้น “ทุกอย่างก็ฟื้นตัว” เข้าสู่แนวโน้มอัตราการขยายตัวตามปกติ ซึ่งในปัจจุบันการส่งออกของไทยมีอัตราการขยายตัวการส่งออกเป็นบวกมาตลอดกว่า 20 ปี แสดงให้เห็นถึงศักยภาพพื้นฐานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวมที่สนับสนุนการแข่งขันสินค้าไทยในเวทีโลกได้เป็นอย่างดี
การวางอนาคตที่ชัดเจนโดยอาศัยความได้เปรียบเรื่องที่ตั้งในภูมิภาคนี้ การเติมเต็มปัจจัยที่สนับสนุนความได้เปรียบดังกล่าว ไม่ว่าเรื่องสาธารณูปโภคที่ทันสมัยและขยายตัวทั้งปริมาณ และคุณภาพเพื่อรองรับสำหรับอนาคต นโยบายการสนับสนุน การพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรเพื่อรองรับรูปแบบธุรกิจสมัยใหม่ในอนาคต รวมทั้งการวาดภาพทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน และมุ่งมั่นของภาครัฐ โดยการ “ทำงานและวางแผนร่วมกับภาคเอกชน” ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ประเทศไทยยังคงจะเป็น “บ้านที่เพียบพร้อม” ทุกอย่างสำหรับนักลงทุนที่มองอนาคตในระยะยาว พร้อมจะฝากชีวิตและร่วมสร้างอนาคตที่มีคุณค่าในทุกมิติร่วมกับเรา