“ซี.พี.-เบทาโกร” คุมเข้มฟาร์มหมู หลังโรคไข้อหิวาต์แอฟริกันหมู ระบาดในจีน ผู้เลี้ยงผวาตายยกฟาร์ม ผู้เชี่ยวชาญยุโรปซัดไทยสนามบินมีแค่ป้ายเตือนเล็ก ๆ ชี้ระวังผลกระทบจากการปกปิดข้อมูล ด่านศุลกากรหนองคาย-มุกดาหารคุมเข้มลักลอบนำเข้า “หมูกี้” ทำหมูหันส่งขายโต๊ะจีนภาคอีสาน
มร.เฉา กวยชิง ผู้เชี่ยวชาญโรคไข้อหิวาต์แอฟริกันในหมู หรือ African Swine Fever (ASF) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งกำลังเกิดการระบาดอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง “ASF มหันตภัยวงการสุกรไทย ทำอย่างไรจะรอดพ้น” ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น จัดขึ้นโดยกรมปศุสัตว์ว่า โรค ASF มีระยะการติดต่อของโรคประมาณ 2 สัปดาห์ “ค่อนข้างช้า” แต่เมื่อติดต่อกันแล้วหมูตาย 100 เปอร์เซ็นต์แม้เชื้อจะถูกฆ่าตายได้ง่ายด้วยความร้อน แต่ถ้าอยู่ในเลือดและเนื้อหมูจะอยู่ได้นาน ดังนั้น โรคนี้จึงติดต่อโดยทาง “เนื้อและผลิตภัณฑ์” จึงต้องดูแลใกล้ชิด ควบคุมอาหารที่ไปเลี้ยงหมู การป้องโรคเข้าประเทศจึงจะสำเร็จ ถ้าควบคุมเรื่องเนื้อเข้มงวด เชื้อโรคก็จะเข้าประเทศช้าลง
“หน้าที่นี้ไม่ใช่ของภาครัฐ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน หากเกิดโรคนี้ขึ้นมาต้องควบคุมจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด วินิจฉัยโรคให้เร็วที่สุด กำจัดโรคโดยเร็วที่สุด ทำอย่างเคร่งครัดทั้งการกักกันหมูและการฆ่าเชื้อโรค การเกิดโรคนี้ในเมืองจีน 10 กว่าเคส ยังน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่อันกว้างใหญ่ของจีน ดังนั้น จีนพยายามใช้หลักวิทยาศาสตร์มาแก้เหมือนที่ C.P. บอกเมื่อครั้งเข้าไปทำธุรกิจในจีน” มร.เฉากล่าว
ขณะที่ Dr.John Carr ผู้เชี่ยวชาญด้านหมูจากยุโรป กล่าวว่า โรค ASF ที่ระบาดส่วนใหญ่กระจายไปได้ไกลจากประเทศหนึ่งไปประเทศหนึ่งจาก “คนพาไป” ซึ่งในกรณีประเทศไทยยังมีระบบป้องกันความปลอดภัยที่ยังไม่เพียงพอ เช่น ตนเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค แต่เมื่อมาถึงสนามบินเห็นเพียงป้ายเตือนขนาดเล็ก และไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดมาตรวจปล่อยให้เข้ามาปกติ
ทั้งนี้ เชื้อไวรัสชิดนี้มีความสามารถในการคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมสูง สามารถอยู่ใน “ปามาแฮม” ได้ยาวนาน 399 วัน อยู่ในไขกระดูกหมูได้นาน 180 วัน อยู่ในเลือดหมูที่อุณหภูมิ 4 องศา ได้ 18 เดือน อยู่ในอุจจาระที่อุณหภูมิ 20 องศา นาน 11 วัน อยู่ในซากเปื่อยของหมูป่าได้อย่างน้อย 20 วัน โดยที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ถ้าเชื้อโรคเดินทางมาไทยได้รับผลกระทบหนักแน่ แม้แต่แมลงวันไปตอมหมูที่เป็นโรคก็สามารถแพร่เชื้อได้ “ไทยต้องประกาศห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหมูทุกประเภท จากต่างประเทศที่มีโอกาสที่เชื้อโรค ASF จะติดมาได้”
C.P.-เบทาโกรคุมเข้มฟาร์ม
นายสมควร ชูวรรธนปกรณ์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสุกร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาหมูในประเทศจีนนั้น “ไม่ส่งกระทบโดยตรงต่อธุรกิจของบริษัท” เนื่องจากธุรกิจในจีนของ C.P. ส่วนใหญ่เป็นอาหารสัตว์และเป็นอาหารแปรรูปบางส่วน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ติดตามเฝ้าระวังประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยทางสัตวแพทย์ CPF ได้ยกระดับการควบคุมและป้องกันโรคให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้นตั้งแต่พบข่าวการระบาดในประเทศจีนแล้ว
นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร กล่าวว่า ทางบริษัทได้ติดตามสถานการณ์การระบาด ASF อย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้บริษัทประสานงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ ในการวางระบบติดตามเฝ้าระวัง (monitor) อย่างใกล้ชิด มีการทำรายงานและการแจ้งเตือน (alert) หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
“สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงเพราะมันน่ากลัว เนื่องจากอัตราการแพร่กระจายของโรคในจีนมีความเร็วสูงมาก ทำให้เริ่มรู้สึกแล้วว่าต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ” นายวสิษฐกล่าว
อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่มีการแพร่ระบาดสู่คน มีแต่ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ ซึ่งหากเกิดขึ้นจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้น บริษัทต้องเพิ่มระดับความเข้มงวดในการป้องกันภายในฟาร์มในไทย และในส่วนของฟาร์มพ่อแม่พันธุ์หมูของเบทาโกรในกัมพูชาก็มีการเพิ่มมาตรการในการตรวจสอบเฝ้าระวังเช่นเดียวกันกับไทย ปัจจุบันเบทาโกรรับเชือดหมูวันละ 6,000 ตัว (หมูในเครือไม่มีการรับหมูจากข้างนอกมาเชือด) โดยมีการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 60% ของยอดการส่งออกหมูทั้งหมดที่มีปริมาณ 20,000 ตัน ตลาดส่งออกหลักอยู่ที่ฮ่องกง
หวั่นปกปิดโรคระบาด
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สอบถามไปยังฟาร์มเลี้ยงหมูในหลายจังหวัดพบว่า โรคนี้กำลังเกิดการระบาดในยุโรปตะวันตกหลายประเทศ เช่น โปแลนด์ เบลเยียม โรมาเนีย โดยเชื้อโรคพวกนี้ทนอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นาน หากเกิดการระบาดของโรคจะไม่ได้กระทบเฉพาะคนเลี้ยงหมูเท่านั้น แต่จะกระทบทั้งห่วงโซ่ไปถึงเกษตรกรปลูกธัญพืชสำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น ข้าวโพด รำข้าว ไปถึงโรงงานผลิตอาหารสัตว์ บริษัทผลิตพันธุ์สัตว์ ไปถึงปลายทางบริษัทแปรรูปอาหาร เช่น แฮม ไส้กรอกต่าง ๆ ที่ส่งไปขายทั่วโลก คิดเป็นมูลค่าหลาย 100,000 ล้านบาท ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะออกกฎระเบียบป้องกันให้เข้มงวดมากขึ้นกว่าปัจจุบัน
“ที่กลัวกันตอนนี้ก็คือ หากคุมไม่อยู่และเกิดการระบาดของ ASF ขึ้นในไทย เจ้าของฟาร์มหมูส่วนใหญ่คงแทบจะไม่มีใครแจ้งกรมปศุสัตว์อย่างตรงไปตรงมา เพราะมันหมายถึงผลกระทบมหาศาล คงแอบลักลอบขายวันนี้ บางคนถึงกับพูดว่า ไทยควรประกาศปิดประเทศเพื่อป้องกันโรคนี้หรือไม่” ฟาร์มหมูรายใหญ่รายหนึ่งกล่าว
ลักลอบนำเข้าหมูกี้จากเพื่อนบ้าน
นายนิมิตร แสงอำไพ นายด่านศุลกากรหนองคาย กล่าวว่า ด่านหนองคายเข้มงวดการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าทุกชนิดอยู่แล้ว ยิ่งมีโรคระบาดในต่างประเทศยิ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนการลักลอบนำเข้าหมูหรือซากหมูจากการข่าวในจังหวัด
“ยังไม่พบที่เป็นรายใหญ่ แต่จะมีอยู่ทางชายแดนมุกดาหารมากกว่า”
ที่ผ่านมาเคยจับกุมเป็น “ซากหมูกี้แช่แข็ง” จากเวียดนาม ราคาประมาณ 500 บาท/ตัว โดยจะส่งให้ร้านอาหารที่รับทำโต๊ะจีนในหลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น-นครราชสีมา) ทำหมูหัน
ส่วนนายประสิทธิ์ พุทธบูชา หัวหน้าด่านตรวจสัตว์ป่าหนองคาย กล่าวว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้สั่งการให้เข้มงวดตามชายแดนป้องกันการลักลอบนำหมูและซากหมูจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะตลาดจุดผ่อนปรนที่มีอยู่ถึง 4 จุดตามอำเภอต่าง ๆ
นสพ.ชูยศ เชาว์ศิริกุล ปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า ได้เข้มงวดในการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ เนื่องจากปัจจุบันมีการลักลอบนำเข้าซาก “หมูกี้” (หมูพันธุ์พื้นเมือง) แช่แข็งจากต่างประเทศส่งไปขายในภาคกลางและกรุงเทพฯ
โดยเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมาพบมีการลักลอบนำเข้าที่ อ.นิคมคำสร้อย ประมาณ 700 ซาก
“ตอนนี้เรากังวลกันมาก” นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่นักท่องเที่ยวนำผลิตภัณฑ์หมู “ไส้กรอก-กุนเชียง” ติดตัวเข้ามา รวมถึงหมูป่าด้วย
ขณะที่นายประพันธ์ จันทร์ไทยศรี นายด่านศุลากากรมุกดาหาร กล่าวว่า นอกจากคำสั่งให้ชะลอการนำเข้า-นำผ่านหมูจากจีนในช่วง 90 วันแล้ว ทางด่านได้ทำการตรวจคนเดินทางที่เข้ามาไทยด้วย โดยมีหน่วย CIQ และหน่วยการันตีของกรมปศุสัตว์ตรวจว่า มีผลิตภัณฑ์จากหมูที่มาจากจีนหรือไม่ เช่น ไส้กรอก กุนเชียง หากมีจะผลักดันไม่ให้เข้า นอกจากนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 มีการจับกุมการลักลอบนำเข้าซากหมูกี้จาก สปป.ลาว ประมาณ 800 กว่าตัว ซึ่งได้กลบฝังทำลายซากไปแล้ว