Skip to content

จีน-สหรัฐ ยกระดับสู่การ “หย่า” ห่วงโซ่อุปทานโลก Disrupt ครั้งใหญ่

22 ก.ย. 2561 | 23:55น.
จีน-สหรัฐ ยกระดับสู่การ “หย่า” ห่วงโซ่อุปทานโลก Disrupt ครั้งใหญ่

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจ

โดย นงนุช สิงหเดชะ

ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนเมื่อดำเนินมาถึงตอนนี้ เปรียบไปแล้วก็เหมือนการทำสงครามกันจริง ๆ หากแต่ไม่ได้ยิงกันด้วยกระสุน แต่เป็นการยิงกันด้วย “อัตราภาษี” ชนิดที่ว่าไม่มีใครยอมใคร ฝ่ายนั้นยิงมากี่นัด อีกฝ่ายก็ตอบโต้กลับไปพอกัน

ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนอีกมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากก่อนหน้านี้จัดเก็บระลอกแรกไปแล้ว 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนจีนได้ตอบโต้ทันควันด้วยการประกาศเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนผู้นำสหรัฐได้ขู่จะจัดเก็บภาษีอีก 2.67 แสนล้านดอลลาร์ หรือเต็มตามมูลค่าการนำเข้าของสหรัฐหากจีนยังตอบโต้ ซึ่งตามตัวเลขปีที่แล้วนำเข้าจากจีนราว 5.06 แสนล้านดอลลาร์

ฝ่ายสหรัฐคิดว่าตัวเองได้เปรียบเมื่อคิดตามสูตรคณิตศาสตร์ เพราะสหรัฐนำเข้าสินค้าจีนมากกว่าที่จีนนำเข้าสินค้าสหรัฐ โดยสหรัฐนำเข้า 5.06 แสนล้านดอลลาร์ ส่วนจีนนำเข้า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ ห่างกันเกือบ 4 เท่า ดังที่เห็นได้จากคำพูดของนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ ที่ดูเหมือนจะมั่นใจว่าจีนหมดกระสุนที่จะตอบโต้สหรัฐแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนเชื่อว่าจีนยังมีอาวุธอื่นอีกมากที่ไม่ใช่ภาษีที่จะตอบโต้

การพิพาทที่ลากยาว ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่เข้าใจวัฒนธรรมเอเชีย ดังที่สี “จิ้นผิง” ประธานาธิบดีจีน เคยเอ่ยปากกับผู้คนรอบข้างว่า คนอเมริกันอาจคิดว่าเมื่อมีคนตบหน้าเราข้างหนึ่ง เราจะยื่นอีกข้างให้เขาตบ แต่คนจีนนั้นมีคติว่าใครตบหน้าเรา เราจะตบกลับ คนจีนหรือเอเชียนั้น ไม่ชอบการเสียหน้า ไม่ชอบให้ข่มขู่ แต่ชอบการเจรจาในห้อง ไม่ประจานอีกฝ่ายต่อสาธารณะ ส่วนทรัมป์และอเมริกาคิดว่าการใช้ไม้แข็งกับจีนจะได้ผล จึงมีการตำหนิข่มขู่จีนผ่านสาธารณะ ผ่านโซเชียลมีเดีย

“เถา ต่ง” รองประธานเครดิต สวิส ไพรเวต แบงกิ้งในฮ่องกงชี้ว่า เมื่อดูจากน้ำหนักที่ทรัมป์เล่นงานจีน ทำให้สงครามการค้าเปลี่ยนไปสู่เฟสใหม่ที่จะผลักดันให้ทั้งสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกมุ่งหน้าสู่หนทางที่จะหย่าขาดจากกัน และอาจเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสิ้นสุดของแนวโน้มใหญ่ของโลก ที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์ที่เคยทำให้เศรษฐกิจโลกเติบโตรวดเร็ว โลกจะถูกแบ่งเป็น 2 ค่าย คือ ค่ายอเมริกา และจีน ความเกี่ยวโยงทางเศรษฐกิจจะมีความจำกัดมากขึ้น

นักวิเคราะห์หลายคนประเมินว่า ผลกระทบจากการหย่าขาดอาจเกิดขึ้นได้หลายอย่าง เช่น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือ disruption ในห่วงโซ่อุปทานโลก (supply chain) เพราะสิ่งที่สหรัฐกำลังทำในตอนนี้มีเป้าหมายเพื่อบีบให้บริษัทอเมริกันย้ายห่วงโซ่อุปทานออกนอกจีน และนำการผลิตกลับสู่สหรัฐ เพื่อขัดขวางแผน

“เมดอินไชน่า 2025” ของจีน หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้ทั้ง เวียดนาม ไทย อินเดีย เม็กซิโก ได้ประโยชน์ แต่คำถามสำคัญคือ บริษัทอเมริกันจะหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดได้มากแค่ไหน เพราะมีความเสี่ยงที่บริษัทอเมริกันจะเสียความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่ง เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น ที่จะยังคงได้รับประโยชน์จากการใช้ห่วงโซ่อุปทานต้นทุนต่ำในจีน การหย่าขาดจะส่งผลกระทบต่อรายได้บริษัทอเมริกันและตลาดหุ้น ส่วนจีนก็จะยิ่งได้รับผลกระทบหนักกว่าเนื่องจากสหรัฐสามารถจัดหาอุปทานอื่น ๆ มาทดแทนอุปทานจากจีนได้มากกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรความขัดแย้งการค้าไม่มีผู้ชนะ และมีแนวโน้มว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกในระยะยาวเติบโตเพียงปานกลางตามการค้าและการลงทุนที่ลดลง

กระนั้นก็ตามนักวิเคราะห์เชื่อว่าท่ามกลางสงครามการค้าเช่นนี้ ทั้งเศรษฐกิจจีนและสหรัฐอาจจะผงาดขึ้นมาด้วยผลงานที่ดีกว่าเดิมในอนาคต เพราะทั้งสองประเทศแม้จะอยู่คนละทวีป แต่ลักษณะเศรษฐกิจเหมือนกัน คือ มุ่งการบริโภคภายในเป็นหลัก กล่าวอีกอย่างก็คือ ต่างคนต่างมีตลาดการบริโภคภายในเป็นกันชนหรือรับแรงกระแทก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีน สหรัฐ หย่า