สหรัฐ-จีน ครองสิทธิบัตร AI โลก ไทยชูโอกาส Local Agent รับเศรษฐกิจดิจิทัล
การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังขยับจากกระแสการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปสู่สนามทรัพย์สินทางปัญญาที่สะท้อนอำนาจทางเทคโนโลยีของประเทศและบริษัทชั้นนำทั่วโลกอย่างชัดเจน เมื่อจำนวนคำขอสิทธิบัตร AI ทั่วโลกเติบโตแบบก้าวกระโดด จากเพียง 58 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2550 เพิ่มเป็น 4,361 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2567 หรือขยายตัวสูงถึง 75.2 เท่า
แรงเร่งสำคัญเกิดขึ้นหลังการเปิดตัว Generative AI อย่าง ChatGPT ทำให้ช่วงปี 2566-2567 คำขอสิทธิบัตร AI เพิ่มขึ้นถึง 52.3% สะท้อนว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงต้นของวงจรการแข่งขันเทคโนโลยี AI รอบใหม่ จากเดิมที่ AI เป็นเพียงเครื่องมือโต้ตอบหรือ Chatbot ไปสู่ระบบที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ วางแผน ตัดสินใจ ตรวจสอบ และเชื่อมโยงกับระบบองค์กรได้อัตโนมัติ
สิทธิบัตร AI โลกโตเร็ว โอกาสเปิดแต่พื้นที่แคบลง
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตร AI ทั่วโลกกว่า 17,000 กลุ่มสิทธิบัตร ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน พบการเติบโตอย่างเด่นชัดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระบบสิทธิบัตรโลก
จำนวนคำขอสิทธิบัตรเพิ่มขึ้นจาก 58 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2550 เป็น 4,361 กลุ่มสิทธิบัตรในปี 2567 หรือเติบโต 75.2 เท่า โดยเฉพาะช่วงปี 2566-2567 ที่ยอดคำขอสิทธิบัตรเพิ่มขึ้น 52.3% หลังการเปิดตัว Generative AI อย่าง ChatGPT
นางอรมนระบุว่า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าเทคโนโลยี AI ยังอยู่ในช่วงต้นของวงจรการเติบโต และการแข่งขันทางเทคโนโลยียังเปิดกว้าง แต่โอกาสอาจลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการยื่นจดสิทธิบัตรหนาแน่นขึ้นทุกปี
ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อผู้ประกอบการ นักวิจัย และสตาร์ทอัพไทย เพราะข้อมูลสิทธิบัตรไม่ได้เป็นเพียงฐานข้อมูลทางกฎหมาย แต่เป็นแผนที่เทคโนโลยีที่บอกว่าโลกกำลังลงทุนและปิดพื้นที่นวัตกรรมไปในทิศทางใด หากไทยเข้าช้า โอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีที่แตกต่างหรือคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอาจลดลงตามไปด้วย
สหรัฐ-จีนถือครอง 65.2% ของสิทธิบัตร AI โลก
เมื่อพิจารณาเชิงภูมิศาสตร์ อำนาจทางเทคโนโลยี AI กระจุกตัวอยู่ใน 2 ประเทศหลัก คือ สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งถือครองสิทธิบัตร AI รวมกันถึง 65.2% ของสิทธิบัตร AI ทั่วโลก
สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 1 ถือครองสิทธิบัตร 33.5% โดยเทคโนโลยีส่วนใหญ่กระจุกตัวในบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Apple 659 กลุ่มสิทธิบัตร Google 605 กลุ่มสิทธิบัตร Microsoft 563 กลุ่มสิทธิบัตร และ IBM 494 กลุ่มสิทธิบัตร
ขณะที่จีนตามมาเป็นอันดับ 2 ถือครองสิทธิบัตร 31.8% โดยมีทั้งบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Baidu 148 กลุ่มสิทธิบัตร และ Huawei 182 กลุ่มสิทธิบัตร รวมถึงเครือข่ายมหาวิทยาลัยจำนวนมาก เช่น Zhejiang University 95 กลุ่มสิทธิบัตร Southeast University 84 กลุ่มสิทธิบัตร และ Tsinghua University 79 กลุ่มสิทธิบัตร
โครงสร้างของจีนสะท้อนการลงทุนด้านวิจัยพื้นฐานผ่านมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ซึ่งอาจแปลงเป็นความได้เปรียบทางอุตสาหกรรมในระยะยาว ขณะที่อินเดียก้าวขึ้นมาเป็น “ม้ามืด” อันดับ 3 ถือครองสิทธิบัตร 9.3% แซงหน้ามหาอำนาจเทคโนโลยีเดิมอย่างเกาหลีใต้และเยอรมนี
AI Governance โตแรงที่สุด โลกเร่งวางรากฐานความปลอดภัย
นางอรมนกล่าวว่า เทคโนโลยีสิทธิบัตร AI โลกแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มแรกคือเทคโนโลยีความปลอดภัยและธรรมาภิบาล AI หรือ AI Safety & Governance Tech ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน มีจำนวน 5,907 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 35% ของสิทธิบัตร AI ทั้งหมด
เทคโนโลยีกลุ่มนี้ครอบคลุมระบบที่มุ่งสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของระบบ AI เช่น แพลตฟอร์มธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI Governance Platform สำหรับกำกับดูแล ตรวจสอบ และบริหารความเสี่ยงของระบบ AI ให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสากล รวมถึงระบบตรวจสอบและรับรองโมเดล AI หรือ AI Audit & Compliance System สำหรับติดตามการทำงานของโมเดล ประเมินความเสี่ยง และจัดทำหลักฐานรองรับการกำกับดูแล
แม้เทคโนโลยีกลุ่มนี้เพิ่งเริ่มมีการยื่นจดสิทธิบัตรอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2560 แต่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 100.7% ในช่วง 10 ปีล่าสุด สะท้อนว่าโลกกำลังให้ความสำคัญอย่างมากกับความปลอดภัย ความโปร่งใส และการควบคุมความเสี่ยงของ AI
จุดที่น่าสนใจคือผู้เล่นในกลุ่มนี้ยังค่อนข้างกระจายตัว มีทั้งบริษัทเทคโนโลยี บริษัทโทรคมนาคมและชิป รวมถึงบริษัทเฉพาะทางขนาดเล็ก โดยยังไม่มีผู้ครองตลาดชัดเจน นี่จึงเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการรายใหม่ยังมีโอกาสเข้าไปพัฒนาโซลูชั่นเฉพาะทางได้
AI Agent สนามใหม่ที่จีนนำชัด
กลุ่มที่ 2 คือเอเจนต์ปัญญาประดิษฐ์และการประสานการทำงาน หรือ AI Agents & Orchestration มีจำนวน 5,492 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 32.5% ของสิทธิบัตร AI ทั้งหมด
เทคโนโลยีกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ วางแผน และดำเนินงานแทนมนุษย์ในองค์กรได้อย่างอัตโนมัติ เช่น ระบบเรียกใช้เครื่องมืออัตโนมัติ หรือ Tool-Calling Agent ที่เชื่อม AI เข้ากับฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์องค์กร และบริการภายนอกแบบเรียลไทม์ รวมถึง Agentic AI สำหรับการวางแผน ตัดสินใจ และดำเนินงานหลายขั้นตอน โดยลดการแทรกแซงจากมนุษย์
กลุ่ม AI Agent มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 63.1% ในช่วง 10 ปีล่าสุด โดยจีนเป็นผู้นำอย่างชัดเจน มีสัดส่วนสูงถึง 54.0% นำโดยสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Zhejiang University, Tsinghua University และรัฐวิสาหกิจอย่าง State Grid
ความหมายเชิงเศรษฐกิจของ AI Agent คือการเปลี่ยน AI จากเครื่องมือช่วยตอบคำถาม ไปสู่ระบบที่ลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้ในกระบวนการจริงขององค์กร เช่น ดึงข้อมูล วิเคราะห์เอกสาร สั่งงานซอฟต์แวร์ ประสานระบบหลังบ้าน และตัดสินใจตามเงื่อนไขที่กำหนด
Human-AI Collaboration สหรัฐยังครองตลาด
กลุ่มที่ 3 คือการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI หรือ Human-AI Collaboration มีจำนวน 5,489 กลุ่มสิทธิบัตร คิดเป็น 32.5% ของสิทธิบัตร AI ทั้งหมด
เทคโนโลยีกลุ่มนี้ช่วยให้มนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับองค์กร หรือ Enterprise AI Copilot สำหรับสนับสนุนการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูล สร้างเอกสาร และช่วยตัดสินใจภายในองค์กร รวมถึงระบบปฏิสัมพันธ์หลายรูปแบบ หรือ Multimodal Human-AI Interface ที่รองรับการสื่อสารผ่านข้อความ เสียง ภาพ และเอกสารภายในแพลตฟอร์มเดียว
เทคโนโลยีกลุ่มนี้ถือเป็นฐานเดิมที่พัฒนาอย่างมั่นคง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 26.8% ในช่วง 10 ปีล่าสุด โดยสหรัฐอเมริกาครองความเป็นผู้นำตลาดที่สัดส่วน 45.1% นำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีผู้บริโภคอย่าง Apple ตามด้วย Google และ Microsoft
ช่องว่างท้องถิ่น โอกาสไทยใน Local Agent-RegTech
ข้อมูลสิทธิบัตรยังพบว่า สิทธิบัตร AI ทั่วโลกส่วนใหญ่มีสัดส่วนการยื่นจดทะเบียนระหว่างประเทศเพียง 15.5% หมายความว่าผู้พัฒนายักษ์ใหญ่ในต่างประเทศยังเน้นคุ้มครองในตลาดประเทศตนเองเป็นหลัก
ช่องว่างนี้สะท้อนข้อจำกัดด้านภาษา ข้อกำหนดทางกฎหมาย และบริบทท้องถิ่นที่ผู้เล่นระดับโลกยังข้ามได้ยาก แต่กลับเป็นพื้นที่ที่ผู้พัฒนาระดับท้องถิ่นสามารถสร้างความได้เปรียบได้จริง
สำหรับประเทศไทย นางอรมนระบุว่า มีโอกาสนำเทคโนโลยีแกนหลักระดับโลกมาต่อยอดให้เข้ากับบริบทไทย โดยเฉพาะ 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนา AI Agent ท้องถิ่น หรือ Local Agent ที่เข้าใจภาษาไทย ภาษาเฉพาะกลุ่ม และวัฒนธรรมการทำงานในไทยอย่างลึกซึ้ง เพื่อตอบโจทย์ภาคธุรกิจและบริการในประเทศ ทั้งภาคการเงิน ท่องเที่ยว สุขภาพ และบริการ
อีกมิติคือโอกาสในเทคโนโลยีที่ช่วยให้องค์กรปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือ RegTech และ AI Safety & Governance โดยไทยมีโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA รวมถึงภาคการเงินและบริการที่มีมาตรฐานสูง จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยและสตาร์ทอัพสาย RegTech หรือ Cybersecurity ในการพัฒนา AI Governance Platform สำหรับบริหารจัดการ ตรวจสอบ และกำกับดูแลระบบ AI ให้สอดคล้องกับกฎหมาย
หากต่อยอดได้จริง เทคโนโลยีกลุ่มนี้ไม่เพียงตอบโจทย์ธุรกิจในไทย แต่ยังมีโอกาสขยายสู่ตลาดอาเซียนในระยะยาว
ไทยยื่นสิทธิบัตร AI 3,393 คำขอ HealthTech เด่นสุด
สำหรับประเทศไทย สถิติคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือปี 2564-2569 มีประมาณ 3,393 คำขอ แบ่งเป็นคำขอของคนไทย 1,289 คำขอ และต่างชาติ 2,104 คำขอ
กลุ่มเทคโนโลยีที่โดดเด่นจากนักประดิษฐ์ไทยคือ AI ด้านการแพทย์และชีวภาพ หรือ AI in Medical and Biological Fields ซึ่งมีการยื่นขอจดทะเบียนมากที่สุด 312 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตร 11 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 301 คำขอ สะท้อนว่าไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพ หรือ HealthTech ที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรม Wellness และการแพทย์แม่นยำได้
ขณะที่บริษัทข้ามชาติมุ่งเน้นการยื่นสิทธิบัตรในกลุ่มเทคโนโลยีการประมวลผลข้อมูล หรือ Data Processing รวม 73 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตร 68 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 5 คำขอ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล
สวทช.-มหาวิทยาลัย นำทัพนวัตกรรม AI ไทย
ผู้นำด้านนวัตกรรม AI ของไทยยังเป็นหน่วยงานวิจัยและภาคการศึกษา โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. มีคำขอสิทธิบัตร 154 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 146 คำขอ
กลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำมีบทบาทสำคัญในการผลักดันงานวิจัย AI เข้าสู่ระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีสิทธิบัตร 37 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 44 คำขอ มหาวิทยาลัยมหิดล มีสิทธิบัตร 20 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 45 คำขอ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีสิทธิบัตร 20 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 36 คำขอ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีสิทธิบัตร 14 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 57 คำขอ
ส่วนบริษัทต่างชาติที่ยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรในไทย นำโดยบริษัท แอดวานซ์ นิว เทคโนโลยีส์ ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีและยานยนต์ระดับโลก มีสิทธิบัตร 226 คำขอ ตามด้วย Qualcomm Incorporated มีสิทธิบัตร 222 คำขอ และ Toyota Jidosha Kabushiki Kaisha มีสิทธิบัตร 138 คำขอ
บททดสอบไทย ไม่ใช่แค่ใช้ AI แต่ต้องเป็นเจ้าของนวัตกรรม
นางอรมนกล่าวทิ้งท้ายว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าติดตามแนวโน้มเทคโนโลยีโลกอย่างต่อเนื่อง พร้อมเผยแพร่บทวิเคราะห์สิทธิบัตรในสาขาเทคโนโลยีสำคัญ เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนภาคธุรกิจ นักวิจัย และผู้ประกอบการไทยในการวางแผนวิจัย พัฒนา และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล
ภาพรวมสิทธิบัตร AI โลกที่พุ่งขึ้น 75.2 เท่าในเวลาไม่ถึง 2 ทศวรรษ สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่กำลังเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศและธุรกิจ
สำหรับไทย โจทย์ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงการเร่งใช้ AI ในองค์กร แต่ต้องเร่งสร้างนวัตกรรมที่เหมาะกับบริบทไทย คุ้มครองสิทธิให้ถูกทาง และต่อยอดสู่ตลาดที่ยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะ Local AI Agent, AI Governance, RegTech, Cybersecurity และ HealthTech เพราะในสนาม AI รอบใหม่ ประเทศที่มีข้อมูล มีเทคโนโลยี และมีสิทธิบัตรอยู่ในมือ ย่อมมีแต้มต่อสูงกว่าในเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว