เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘ซีพีแรม’ ไขข้อสงสัยดราม่าจดทะเบียนคุ้มครอง ‘กะเพรา’ ย้ำคนไทยปลูก กิน ขาย ได้ปกติ
Uncategorized ‘ซีพีแรม’ ไขข้อสงสัยดราม่าจดทะเบียนคุ้มครอง ‘กะเพรา’ ย้ำคนไทยปลูก กิน ขาย ได้ปกติ
พลังศรัทธา “เจี๊ยะฉ่าย” ปลุกไฮซีซั่นภูเก็ต
Business พลังศรัทธา “เจี๊ยะฉ่าย” ปลุกไฮซีซั่นภูเก็ต
โรงสีเสนอ 13 ข้อ เกษตรฯ ขานรับ ดันฟางข้าวผลิตไฟฟ้า-เร่งมาตรฐานข้าวพื้นนุ่ม
Economic โรงสีเสนอ 13 ข้อ เกษตรฯ ขานรับ ดันฟางข้าวผลิตไฟฟ้า-เร่งมาตรฐานข้าวพื้นนุ่ม
AFE 2026 ชูการศึกษายืดหยุ่น ศธ.เปิด 4 แกนปฏิรูปการศึกษา ดัน Credit Bank-ปรับสูตรงบใหม่
การศึกษา AFE 2026 ชูการศึกษายืดหยุ่น ศธ.เปิด 4 แกนปฏิรูปการศึกษา ดัน Credit Bank-ปรับสูตรงบใหม่
คมนาคมสั่งเข้มสนามบินภาคใต้รับมือฝนตกหนัก เตือน 10 จังหวัดเสี่ยง ลั่นไม่ปลอดภัยสั่งหยุดบินทันที
News คมนาคมสั่งเข้มสนามบินภาคใต้รับมือฝนตกหนัก เตือน 10 จังหวัดเสี่ยง ลั่นไม่ปลอดภัยสั่งหยุดบินทันที
Apple Store ICONSIAM สุดคึกคัก ต้อนรับการวางจำหน่าย iPhone Duo อย่างเป็นทางการ
Business Apple Store ICONSIAM สุดคึกคัก ต้อนรับการวางจำหน่าย iPhone Duo อย่างเป็นทางการ
‘iPhone Duo’ เข้ามากี่เครื่องก็ไม่พอขาย ปลุกตลาด ‘รีเซล’ คึกคัก บวกเพิ่มจากราคาจริงหลายหมื่น
Tech ‘iPhone Duo’ เข้ามากี่เครื่องก็ไม่พอขาย ปลุกตลาด ‘รีเซล’ คึกคัก บวกเพิ่มจากราคาจริงหลายหมื่น
“ศุภจี” หารือผู้อำนวยการใหญ่ WTO ดันปฏิรูปกติกาโลก หนุน SMEs เข้าถึงทุน-ตลาดดิจิทัล
Economic “ศุภจี” หารือผู้อำนวยการใหญ่ WTO ดันปฏิรูปกติกาโลก หนุน SMEs เข้าถึงทุน-ตลาดดิจิทัล
เกษตรฯ ผุด “Sandbox ข้าวไทย” 100 ไร่ ดันผลผลิต 1.5 ตัน/ไร่ ลดต้นทุนเหลือ 6,000 บาท/ตัน
Economic เกษตรฯ ผุด “Sandbox ข้าวไทย” 100 ไร่ ดันผลผลิต 1.5 ตัน/ไร่ ลดต้นทุนเหลือ 6,000 บาท/ตัน
สปอร์ตอีเวนต์ดันโอกาสทางธุรกิจ รับเทรนด์แอ็กทีฟไลฟ์สไตล์โต
Biz Movement สปอร์ตอีเวนต์ดันโอกาสทางธุรกิจ รับเทรนด์แอ็กทีฟไลฟ์สไตล์โต
ดูทั้งหมด

SCB EIC วิเคราะห์ ติดอาวุธเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า..ด้วยเทคโนโลยียุคใหม่

18 ส.ค. 2560 | 12:53น.

ปัจจุบันอุปกรณ์ประหยัดพลังงานได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ส่งผลให้เทคโนโลยีที่สอดคล้องกับอุปกรณ์ดังกล่าวเริ่มเข้ามามีบทบาทและเป็นที่ต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) ในอาคารและโรงงาน ซึ่งสามารถที่จะดึงข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์หาปริมาณการใช้พลังงานของอาคาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้บริโภคมาใช้ร่วมกับระบบ EMS อีกด้วย

อีไอซีมองว่าธุรกิจจัดการพลังงาน (Energy Service Company: ESCO) ที่สามารถช่วยลูกค้าลดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นอีกในระยะต่อไป แต่การพัฒนาระบบเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาดให้ตรงจุดเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการ ESCO ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากลักษณะการประกอบธุรกิจของแต่ละตลาดจะแตกต่างกัน อีกทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะหนุนให้ธุรกิจเติบโตขึ้นดีได้ในอนาคต

อนาคตทิศทางค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของประเทศมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น สะท้อนจากการขยับตัวขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟฟ้าที่มีการปรับขึ้นถึง 2 งวดติดต่อกันในปีนี้ การผลิตไฟฟ้าของไทยในปัจจุบันยังพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงจากก๊าซธรรมชาติอยู่เป็นหลัก ที่ราว 60% ของไฟฟ้าทั้งหมดที่ไทยผลิตได้ ซึ่งตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan 2015) ได้ประมาณการว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ปริมาณการนำเข้า LNG ของไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ราว 70% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศ เทียบกับปัจจุบันที่มีอยู่แค่ราว 20% โดยการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นนั้น (รูปที่ 1) จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้มีการปรับตัวสูงขึ้นตาม ดังนั้น การเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของพลังงานให้น้อยลง ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการหันมาใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานให้มากขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานภายในตัวอาคารและโรงงาน เป็นต้น

ในปัจจุบันอุปกรณ์ประหยัดพลังงานได้ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ส่งผลให้เทคโนโลยีที่สามารถสอดรับกับอุปกรณ์ดังกล่าวมีโอกาสที่จะขยายตัวขึ้น มีหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับการนำอุปกรณ์ประหยัดพลังงานมาใช้ ยกตัวอย่าง ประเทศอินเดียที่กำลังผลักดันให้นำหลอดไฟ LED มาใช้แทนหลอดไฟแบบเดิม ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้วกว่า 253 ล้านดวงทั่วประเทศ คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ราว 33% ของหลอดไฟทั้งหมดที่ใช้อยู่ (รูปที่ 2) ส่งผลให้ภายใน 7 ปี อัตราการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าสูงสุด (peak power deficit) ของประเทศลดลงไปกว่า 10% (รูปที่ 3) นอกจากนี้ ตามพื้นฐานโครงสร้างของหลอดไฟ LED ยังสามารถควบคุมการทำงานได้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้ประกอบการที่เห็นโอกาสตรงจุดนี้หันมาพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Management System: EMS) ให้สื่อสารกับตัวหลอดได้ อาทิ ระบบ LEDGINE platform ของบริษัท Philips ซึ่งผู้จัดการสถานีบริการน้ำมัน Gazprom ในโรมาเนีย ได้นำมาใช้ตั้งค่าการทำงานของหลอดไฟทั้งสถานีแบบเรียลไทม์ผ่านมือถือ เพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของสถานีในช่วงที่ไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เฉพาะกับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบแสงสว่าง (lighting) เท่านั้น แต่ยังมีระบบอื่นๆ เช่น การนำเทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ (smart thermostats) มาใช้กับระบบปรับสภาวะอากาศ (Heating, Ventilation and Air Conditioning: HVAC) การติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์ (Variable Speed Drive: VSD) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบ Voltage Vector Control (VVC) สำหรับป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียพลังงานความร้อนในมอเตอร์ (derating) ของระบบปั๊มน้ำและระบบการผลิตในโรงงาน เป็นต้น

ระบบการบริหารจัดการพลังงานภายในอาคารและโรงงานจะเป็นที่ต้องการมากขึ้นในอนาคต เพื่อตอบโจทย์การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานให้สูงมากยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน โดย 3 ปัจจัยหลักที่จะหนุนให้ระบบ EMS ขยายตัวขึ้น ได้แก่ 1) แนวโน้มของราคาอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่ถูกลง ซึ่งจะทำให้การติดตั้งอุปกรณ์ที่เอาไว้ดึงข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์การใช้พลังงานในอาคารมีมากขึ้น 2) แนวโน้มการขยายตัวของอาคารสีเขียว (Green Building) จะหนุนให้เกิดความต้องการสำหรับการควบรวมระบบ EMS เข้ากับระบบพลังงานหมุนเวียนในอาคารมากขึ้น เช่น ระบบโซล่าร์บนหลังคา และระบบกักเก็บพลังงาน เป็นต้น และ 3) การปรับตัวของเจ้าของธุรกิจให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่หันมาให้ความสำคัญกับบริการที่สามารถปรับแต่งตามความต้องการได้เอง (personalization) โดยระบบ EMS ที่สามารถพัฒนาขึ้นมาให้เป็นแบบ Personalization ควบคู่ไปกับการประหยัดพลังงานของอาคาร จึงเป็นโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นจากการนำเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคมาใช้ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่หันมาจับตลาดกลุ่มนี้แล้ว เช่น application ของ Comfy ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาร่วมกับผู้ที่อยู่อาศัยจริงในโซนนั้น (occupant-facing) เพื่อวิเคราะห์หาอุณหภูมิที่ดีที่สุดของแต่ละโซนในอาคาร โดยเมื่อผู้อยู่อาศัยป้อนข้อมูลอุณหภูมิที่ทำให้ตนเองรู้สึกสบายเข้าไปในระบบแล้ว ระบบก็จะเรียนรู้และคำนวณหาอุณหภูมิที่เหมาะที่สุดได้เองจาก Machine learning algorithms โดยระบบนี้สามารถนำไปใช้ในหลายธุรกิจ อาทิ ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้ที่ใช้บริการรู้สึกสบายแล้ว ยังช่วยลดค่าไฟฟ้าของเจ้าของกิจการอีกด้วย

อีไอซีมองว่าธุรกิจจัดการพลังงาน (Energy Service Company: ESCO) ที่สามารถช่วยให้ลูกค้าลดต้นทุนค่าไฟฟ้าลงได้ควบคู่ไปกับมีการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง ยังมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นอีกในระยะต่อไป จากแผนอนุรักษ์พลังงานไทยระยะยาว (EEP2015) ที่ตั้งเป้าหมายว่าจะลดปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศลงให้ได้อีก 89,672 หน่วย ภายในปี 2039 นั้น หากคิดเป็นเม็ดเงินจะอยู่ที่ราว 3 แสนกว่าล้านบาท[1] ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าตลาดในอนาคตของธุรกิจ ESCO โดยผู้ประกอบการควรที่จะเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานอย่างเหมาะสม และมีการปรับปรุงระบบให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทั้งระบบและอุปกรณ์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในการพัฒนาระบบควรมองให้ครอบคลุมไปมากกว่าการเน้นที่จะลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของอาคารลงเพียงอย่างเดียว แต่การที่ระบบสามารถตอบโจทย์ผู้ที่เข้ามาใช้บริการในอาคารให้รู้สึกมีความสุขและอยากเข้ามาใช้บริการซ้ำ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการ ESCO ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

อีไอซีแนะผู้ประกอบการทั้งภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมควรหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของกิจการ เพื่อลดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ Lighting HVAC และ Water heating ด้วยการนำระบบ EMS เข้ามาประยุกต์ใช้ นอกจากนี้ เมื่อถึงเวลาที่ต้องก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคาร/โรงงานใหม่ก็ควรที่จะออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงาน เพื่อประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งในทั้ง 2 กรณีดังกล่าว การมองหา ESCO ที่มีความเชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษาด้านระบบก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับกิจการอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ ESCO ควรศึกษาความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อที่จะได้ออกแบบระบบให้สามารถตอบโจทย์ได้ตรงจุด ทั้งนี้ กลุ่มอาคารพาณิชย์ สำนักงาน และโรงงาน เป็นตลาดกลุ่มแรกที่น่าสนใจ เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนการใช้ไฟฟ้าสูงถึงราว 10-20% ซึ่งรูปแบบการเข้าไปเจาะตลาดของแต่ละกลุ่มก็จะแตกต่างกันไป โดยอาคารพาณิชย์และสำนักงานควรที่จะนำระบบ EMS ที่มีประสิทธิภาพเข้าไปจับ เพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าของอาคารในภาพรวมลง ในขณะที่การเข้าไปลด peak power demand ของโรงงานอาจจะเหมาะสมกว่า ทั้งนี้ สำหรับตลาดที่สัดส่วนต้นทุนการใช้ไฟฟ้ารองลงมาอยู่ที่ราว 5-10% อย่างธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่ง โรงแรม และโรงพยาบาล ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เนื่องจากลักษณะของธุรกิจของลูกค้ากลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะเฉพาะตัว และยังสามารถสร้างโอกาสจากการขยายสาขาของลูกค้าอีกด้วย เช่น การเข้าไปจับธุรกิจโรงพยาบาล ระบบจะต้องมีความน่าเชื่อถือ (reliability) ที่สูงกว่าธุรกิจกลุ่มอื่น แต่อาจจะต้องเจอความท้าทายในเรื่องของอุปกรณ์ที่ราคาแพง ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่อ่อนไหว (sensitive) ซึ่งหากผู้ประกอบการ ESCO สามารถเจาะตลาดนี้ได้ ก็จะสามารถสร้างความเชี่ยวชาญให้กับระบบของตนเองได้ (specialization) ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่งที่มีสาขาจำนวนมากและมีการใช้ระบบ EMS ที่คล้ายคลึงกัน ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ ESCO สามารถที่จะขยายฐานของระบบ (scale up) ตามการขยายสาขาของธุรกิจได้ รวมถึงสามารถที่จะเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงระบบได้ดียิ่งขึ้นในระยะต่อไป