เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
Economic รัฐบาล แจงรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชน มุ่งลดภาระ ปชช.-ไม่กระทบลงทุน
ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
Politics ปชป.ชง ‘Southern Connect’ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานใต้ ดีกว่า ‘แลน​ด์บริดจ์’
กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
Real Estate กทม. แจง ”ดาต้าเซ็นเตอร์“ โผล่กลางกรุง ก่อสร้างตามกฎหมาย ประสาน”กฟน.-กปน.“ ตรวจสอบระบบจ่ายไฟฟ้า-น้ำประปา
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
“ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
Real Estate “ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
Finance แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
Finance ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
Automotive HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
Economic เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
ดูทั้งหมด

เมื่อหุ้นร่วงสวนทางผลประกอบการ

05 พ.ย. 2561 | 09:49น.

คอลัมน์ เติมความติดพิชิตการลงทุน

โดย พรเทพ ชูพันธุ์ บล.ไทยพาณิชย์ จำกัด

ผ่านไปแล้วกับเดือนตุลาคมแดงเดือด ตลาดหุ้นไทย SET index ปรับตัวลงถึง 5% (เดชะบุญที่ปลายเดือนเด้งขึ้นมา 2.5% มิเช่นนั้นปิดเดือนลบเกือบ 8%) ซึ่งแม้ บล.ไทยพาณิชย์จะยังคงมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้น แต่การปรับตัวลงดังกล่าวก็ทำให้เราต้องหันกลับมาเช็กสต๊อกว่าปัจจัยต่าง ๆ ที่เรามองนั้นมีอะไรเปลี่ยนไปมากมายหรือ หุ้นถึงปรับตัวลงแรง

อะไรทำให้หุ้นร่วง ? คำตอบคือ คนขายหุ้นใจร้อนเคาะซ้าย (โยนใส่คนตั้งรับซื้อ) ส่วนคนซื้อไม่ค่อยยอมเคาะขวา (ไม่ไล่ราคา) ถามต่อว่าแล้วใครขาย ? คำตอบคือ นักลงทุนต่างประเทศ (ส่วนจะเป็นฝรั่งจริงหรือฝรั่งหัวดำ ผมไม่ขอพูดถึงนะครับ) โดยในเดือนตุลาคม มีวันเปิดทำการซื้อขายทั้งสิ้น 21 วันทำการ มีเพียงวันที่ 1 ตุลาคมเท่านั้นที่ foreign net bought 475 ล้านบาท ที่เหลืออีก 20 วันทำการ ฝรั่งขายสุทธิรวมกว่า 6.4 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยทั้งเดือนขายสุทธิวันละ 3 พันล้านบาท แล้วหุ้นมันจะไม่ลงอย่างไรไหว

ดูแล้วน่าจะเป็นการขายแบบ “สาด” โดยเป็นการปรับพอร์ตลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง (risk off) ขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่ (emerging markets) ซึ่งในนั้นมีหุ้นไทยอยู่ด้วย สมมุตินักลงทุนต่างประเทศได้ข่าวสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ข่าววิกฤตค่าเงินใน EM บางประเทศ ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐเริ่มปรับตัวลง ฯลฯ อารมณ์กังวลอาจทำให้เขาสั่งลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยง ขายหุ้นในประเทศทิ้ง และสั่งขายกองทุนรวมที่ลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ผลจึงมาโผล่ที่ตลาดหุ้นไทย คือมีคำสั่งจากกองทุนต่างประเทศให้ขายหุ้น โดยขายตามสัดส่วน (บางประเทศโดนเยอะ บางประเทศโดนน้อย) เพื่อเอาเงินมาคืนผู้ถือหน่วยที่ต้นทาง การขายแบบนี้มักเป็นการเคาะซ้ายโดยไม่ค่อยดูปัจจัยพื้นฐาน (ไม่มีทางเลือก ลูกค้าสั่งขายหน่วย กองทุนก็ต้องขายหุ้น)

สัญญาณของอาการ risk off สามารถดูได้จากหลายอย่าง เช่น volatility index หรือดัชนีชี้วัดความผันผวน ซึ่งบ่งบอกถึงมุมมองของนักลงทุนว่ากังวลต่อความผันผวนมากแค่ไหน พบว่าในเดือน ต.ค. VIX index (ของ S&P500) ปรับตัวขึ้นจาก 12 จุดต้นเดือนมาที่ 24 จุดตอนปลายเดือน (สูงขึ้น 2 เท่า) เป็นไปในทิศทางเดียวกับ volatility index ในยุโรป หรือแม้แต่ตลาดตราสารหนี้ที่ปรับตัวขึ้น นอกจากนั้นเรายังเห็นค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งมักเกิดพร้อมกับการลดการถือครองหุ้นตลาดเกิดใหม่ (unwind yen carry trade) รวมถึงราคาทองที่สูงขึ้น (คนมักมองทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย)

ปัจจัยพื้นฐานมีอะไรเปลี่ยนไป ? ในภาพรวมความเสี่ยงมีมากขึ้น ดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้นต่อ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้น่าจะผ่านพ้นจุดสูงสุด (ยังจะเติบโตต่อ แต่อาจจะชะลอลง) โดยในเดือน พ.ย. มีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามหลายเรื่องที่ทำให้เกิดความกังวล เช่น 6 พ.ย. มีการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ คาดว่า Democrat จะชนะในสภาล่าง ทำให้ทรัมป์ทำนโยบายต่าง ๆ ในประเทศได้ยากขึ้น, 13 พ.ย. มีการประชุม European Commission ซึ่งต้องจับตามองเรื่อง Brexit และงบประมาณประจำปีของอิตาลีที่ขาดดุลมากเกินไปว่าจะยอมปรับลดหรือไม่, ส่วนปลายเดือน 26-30 พ.ย. มีการประชุม G20 ซึ่งทรัมป์จะพบกับสี จิ้นผิง ถ้าตกลงกันไม่ได้ อาจมีการขึ้นภาษีใส่กันอีกรอบ

แต่อย่างไรก็ตาม พื้นฐานทั้งทางเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง หากแยกวิเคราะห์การปรับตัวลงของ SET index ว่าเกิดจากผลประกอบการเปลี่ยนแปลงเท่าไร และอัตราส่วน P/E ขยับขึ้นลงแค่ไหน พบว่า จนถึงปลายเดือน ต.ค. (October year-to-date) พบว่าปีนี้ SET index ปรับตัวลง -4.8% สวนทางกับปัจจัยพื้นฐานกับผลกำไรบริษัททั้งตลาด earnings-per-share ที่ปรับตัวขึ้น 5.6% ส่งผลให้อัตราส่วน P/E ratio (ตัววัดความถูกหรือแพงของราคาหุ้นเทียบกับผลประกอบการ) ปรับตัวลงมาถึง -9.8% นั่นหมายความว่า ตลาดหุ้นไทยไม่แพงเหมือนเมื่อต้นปีแล้ว และพื้นฐานผลประกอบการก็ทำได้ค่อนข้างดีด้วย โดยช่วงนี้บริษัทจดทะเบียนกำลังเริ่มรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/61 ซึ่ง consensus คาดว่าจะเติบโตถึงราว 20%YOY ซึ่งกลุ่มแรกที่ประกาศผลแล้วทำได้ดีเกินคาด คือการเงินธนาคาร กำไรเติบโต 16% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะโตราว 10%

ดังนั้นเรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย โดยเรามองการปรับตัวลงของตลาดในช่วงที่ผ่านมาจากการขายของนักลงทุนต่างชาติ น่าจะเป็นโอกาสในการเก็บหุ้นพื้นฐานดี ภายใต้ปัจจัยพื้นฐานทั้งด้านเศรษฐกิจที่ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์คาดว่า GDP จะขยายตัวราว 4.5% ในปีนี้ และ 4.0% ในปีหน้า และด้านผลประกอบการบริษัทที่เรามองว่า earnings น่าจะโตประมาณ 8-10% ทั้งในปีนี้และปีหน้า

โดยในเดือน พ.ย.นี้เราเลือกหุ้น top picks ได้แก่ กลุ่มเติบโตตามวัฏจักรการลงทุนของไทย ทั้ง EEC และโครงสร้างพื้นฐานที่จะส่งผลให้ธนาคารปล่อยกู้ได้มากขึ้น และรับผลดีจากดอกเบี้ยขาขึ้น (AMATA, BBL, KTB) และหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมามาก แต่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง (CPALL) ตลอดจนแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า (บาทอ่อนค่า) ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มส่งออก (TU, CPF)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การลงทุน การเงิน ตลาดหุ้น