คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครรู้ชัดว่า กระบวนการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ของอังกฤษ หรือสหราชอาณาจักร (ยูเค) นั้นจะลงเอยอย่างไร ทั้งที่กำหนดว่าวันที่ 29 มีนาคมที่จะถึงนี้ อังกฤษจะต้องพ้นสภาพโดยอัตโนมัติ
“เบร็กซิต” ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาลมากทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคม เหลือเวลาเพียง 2 เดือนเศษเช่นนี้ คนอังกฤษทั้งประเทศยังไม่รู้ว่าชะตากรรมตัวเองจะเป็นอย่างไร
สาเหตุเป็นเพราะบรรดาองคาพยพทางการเมือง ทั้งในส่วนของฝ่ายบริหารและในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติ ยังคงไม่สามารถหาข้อสรุปในเรื่องนี้ได้
นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า การที่เบร็กซิตทำให้เกิดวิกฤตขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่า ประเด็นนี้สำหรับสังคมอังกฤษเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดการแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันจนถึงขีดสุด
ผู้สันทัดกรณีอีกหลายคนชี้ว่า ไม่ว่าประเด็นนี้จะสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นมากมายแค่ไหน หากมีภาวะผู้นำที่ดี มีวุฒิภาวะทางการเมือง เรื่องเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นหรือมีทางออกที่ราบรื่นกว่านี้
ยกตัวอย่าง “อียู” คู่กรณีของอังกฤษในประเด็นเดียวกันนี้ขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ว่า ทั้ง ๆ ที่น่าจะแตกแยกกันมากกว่า น่าจะแตกความเห็นและยึดถือประโยชน์ส่วนตนกันมากกว่า แต่วุฒิภาวะของผู้นำ 27 ชาติกลับบอกได้ว่า เมื่อใดควร “พูดเป็นเสียงเดียวกัน” เมื่อใดถึงควร “รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกัน” และปล่อยวางผลประโยชน์ส่วนตนไว้ก่อน
แต่ในอังกฤษต่างฝ่ายต่างตั้งแง่ พยายามซุกวาระซ่อนเร้นเอาไว้ในทุก ๆ คำกล่าวอ้างที่ว่า กำลังทำเพื่อประโยชน์ของประเทศให้ได้ข้อตกลง “เบร็กซิต” ที่ดีที่สุดทุกครั้งไป
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนก็คือ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้แทบจะอยู่ในภาวะชะงักงัน “นิ่งสนิท” ธุรกิจน้อยใหญ่ไม่รู้ว่าจะเตรียมตัวรับมืออย่างไร
ได้แต่เตรียมการรับมือในทางร้ายที่สุดเอาไว้ นั่นคือ การออกจากการเป็นสมาชิกอียูแบบไม่มีความตกลง “โนดีลเบร็กซิต” และไม่มีช่วงเวลาที่เป็น “ระยะเปลี่ยนผ่าน” ให้ได้ปรับตัวกัน
ทางออกที่เลวร้ายที่สุดไม่เพียงกระทบต่อเศรษฐกิจของอังกฤษกับอียู แต่จะส่งผลโดยรวมถึงสภาวะทางเศรษฐกิจโลกด้วย
ทางการเมือง ส.ส. อังกฤษส่วนใหญ่เห็นเหมือนกันหมดว่า ร่างความตกลงที่นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ และผู้นำ 27 ชาติอียู “ไม่มีวันผ่านความเห็นชอบของสภา” แน่นอน แต่พอหลังจากนั้นฝ่ายหนึ่งกลับเห็นว่า ควรทำประชามติรอบที่ 2 อีกส่วนหนึ่งแย้งว่า ควรจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ อีกส่วนที่เหลือเห็นว่า ควรให้รัฐบาล (เดิม) นำปรับแก้ให้ดีขึ้นแล้วกลับไปต่อรองกับอียูใหม่
เสียงออกมาเป็น 3 เส้าเช่นนั้น ทำให้สภาสามัญ หรือสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษอยู่ในสภาพ “เละตุ้มเป๊ะ” จะกลับหลังหันอีกครั้งก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน
ในวันที่ 15 มกราคมนี้ สภาอังกฤษมีกำหนดจะลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อร่างความตกลงเบร็กซิตของรัฐบาล ซึ่งถ้าหากไม่เลื่อนการลงมติออกไป แม้แต่สมาชิกพรรคอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรีเมย์เองก็ยังยอมรับว่า รัฐบาลแพ้มตินี้แน่ ๆ เหลือติ่งให้สงสัยอยู่เพียงว่าจะแพ้มากแพ้น้อยเท่าใด
คนวงในรัฐบาลระบุว่า อย่างดีที่สุดก็คือ รัฐบาลแพ้มติด้วยคะแนนเสียงเกือบ ๆ 200 คะแนน และอย่างแย่ที่สุดคือแพ้ด้วยคะแนนไม่ถึง 100 เสียง
พรรคแรงงาน พรรคฝ่ายค้านสำคัญ ส่งสารระดมพลเข้าร่วมประชุมสภาหนนี้กันอย่างคึกคัก เพราะจะมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาทันที ถ้านายกฯเมย์ไม่ลาออกจัดเลือกตั้งใหม่
หากจะล้มรัฐบาลเมย์ได้ต้องได้เสียงข้างมากในสภาซึ่งก็ยากไม่ใช่น้อย เพราะตามประเพณีการเมือง ทุกครั้งที่มีการยื่นญัตตินี้ ส.ส.มักรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว
ปัญหาก็คือ แม้แต่ในหมู่ ส.ส.ฝ่ายค้านเองก็ยังไม่เห็นทาง นั่นคือทางออกของปัญหานี้ ส.ส. พรรคแรงงานหลายคนกลับเห็นด้วยกับการทำประชามติครั้งที่ 2 ซึ่งหัวหน้าพรรคไม่ยอมเห็นด้วย
เทเรซา เมย์ เองก็ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติอีกรอบ ถ้าจะริเริ่มเรื่องนี้ในสภา ก็ยิ่งยากมากขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องใช้เสียงข้างมากถึง 2 ใน 3
ถ้าพ่ายมติไม่ไว้วางใจ รัฐบาลต้องประกาศวันเลือกตั้งภายใน 14 วัน รัฐบาลใหม่คงต้องขอเลื่อนกำหนดเส้นตาย 29 มีนาคมออกไป ปัญหาคือ ต้องใช้เสียงเอกฉันท์จาก 27 ชาติอียู จะเลื่อนได้หรือไม่
ปัญหาใหญ่ที่ตามมาอีกอย่างก็คือ ส.ส.ชุดใหม่หลังเลือกตั้ง จะยังคงแตกเป็น 3 เส้าเหมือนเดิมอีกหรือเปล่า ไม่มีใครตอบได้
ทุกอย่างไม่ควรจะยืดเยื้อออกไปถึงขนาดนั้น เปลืองแรงเปลืองเวลา และทำลายเศรษฐกิจ การลงทุนของประเทศมากไปขนาดนั้น
ทั้งโลกกำลังจับตาดู “ความกล้าหาญ”และ “วุฒิภาวะ” ทางการเมืองของอังกฤษอยู่ชนิดตาไม่กะพริบใน
ยามนี้
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat ![]()
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!
