ภาพงามในภาพจริง
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ
โดย สาโรจน์ มณีรัตน์
“ชีวิตแม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้”
ผมไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กล่าวคำนี้ไว้ แต่คำคำนี้เหมาะสมที่สุดกับ “ครูไอซ์” ดำเกิง มุ่งธัญญา พรีเซ็นเตอร์ภาพยนตร์โฆษณาเนื่องในวันครูที่บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดทำและเผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์เมื่อไม่กี่วันผ่านมา
จนทำให้ “ครูไอซ์” ผู้พิการทางสายตาทั้ง 2 ข้างตั้งแต่กำเนิดโด่งดังเป็นพลุแตกเพราะเนื้อหาของภาพยนตร์โฆษณาไม่เพียงต้องการสื่อให้เห็นถึงความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคของความพิการทางสายตา หากยังทำให้ผู้ชมมองเห็นคุณค่าของความเป็นครู ที่เริ่มต้นจากการไม่ยอมรับของเหล่าบรรดานักเรียน
แต่สุดท้ายด้วยความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความอยากเป็นครูที่ดี ที่อยากพร่ำสอนลูกศิษย์ที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยให้มีความรู้ความเข้าใจในภาษาอังกฤษ อันเป็นต้นทุนเดิมที่ “ครูไอซ์” ชอบภาษามาตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนเซนต์คาเบรียล กระทั่งมาเรียนต่อที่คณะครุศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองจึงทำให้เขาชนะอุปสรรคใด ๆ ทั้งปวง
แต่ลึกลงไปกว่านั้น การที่ “ครูไอซ์” กลายมาเป็น “ครูไอซ์” ในวันนี้ กลับมีสตรีผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เขาอย่างเงียบ ๆ คือ “แม่บุญเรือน สร้อยทอง” เพราะตั้งแต่แม่คลอด “ครูไอซ์” ก่อนกำหนดด้วยอายุครรภ์ 7 เดือน โดยมีน้ำหนักตัวเพียง 1.2 กิโลกรัม เขาจึงต้องอยู่ตู้อบตั้งแต่ยังเล็ก ๆ จนทำให้แสงจากตู้อบค่อย ๆ ทำลายเซลล์จอประสาทตา กระทั่งตาของเขาทั้งคู่มืดบอดในที่สุด
แม้ “ครูไอซ์” จะพิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด แต่ยังมีแม่ที่ไม่มืดบอดทางหัวใจคอยยืนอยู่เคียงข้างเสมอ ถึงบางครั้งเธอจะต้องเปลี่ยนงานกว่า 4 ครั้ง เพื่อเลือกงานที่มีเวลาดูแลลูกมากที่สุด เธอก็ยอม
สำคัญไปกว่านั้น เมื่อตอน “ครูไอซ์” เรียนหนังสืออยู่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล แม่ของเขาต้องไปเรียนการอ่านเขียนอักษรเบรลล์เพื่อมาช่วยลูกในการแปลจากอักษรเบรลล์มาเป็นรายงานส่งมาสเตอร์ (อาจารย์) ในวิชาต่าง ๆ
“ครูไอซ์” บอกว่า…แม่ของผมสุดยอดมาก ถึงกับไปเรียนอ่านเขียนภาษาเบรลล์เพื่อช่วยผมในการสรุปบทเรียนให้ทุกวัน และวันหนึ่งผมเรียนประมาณ 7-8 คาบวิชา แม่ของผมก็ทำให้ทุกวัน ไม่นับรวมรายงานอีกส่วนหนึ่งที่แม่ผมต้องช่วยทำให้ด้วย
สำหรับในส่วนของความฝันที่ “ครูไอซ์” อยากเป็นครู ซึ่ง “มาสเตอร์” คนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า ตอนที่เขาเรียนหนังสืออยู่ที่นี่เขาเป็นเด็กเรียนดีคนหนึ่ง และหลายคนก็รู้ความฝันของเขาว่าอยากเป็นครูสอนหนังสือ
ตอนนั้นพวกมาสเตอร์ยังชวนเขาว่า หลังจากเรียนจบครุศาสตร์ จุฬาฯ แล้วมาเป็นครูที่นี่ไหม แต่เขากลับปฏิเสธเพราะอยากไปเป็นครูสอนหนังสือให้ผู้พิการทางสายตามากกว่า เขาบอกว่า อยากช่วยน้อง ๆ ให้เก่งภาษาอังกฤษ
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ? ทำไม ?
เขาจึงตัดสินใจไปเป็นครูที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย
กระนั้นก็นับเป็นเรื่องดี เพราะถึงอย่างไรเขาก็ได้เดินตามความฝัน และมีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ทั้งเขายังสร้างแรงบันดาลใจให้กับครูและนักเรียนทั่วประเทศเพื่อให้เข้าใจถึงความรักในวิชาชีพครู ความอดทน ความพยายาม และการก้าวข้ามอุปสรรคใด ๆ ทั้งปวง
จนทำให้ “ครูไอซ์” กลายเป็น “ครูต้นแบบ” และกลายเป็น “ครูผู้เสียสละ” ที่ยอมอุทิศตนเพื่อลูกศิษย์ของเขา กระทั่งเกิดภาพจริงในภาพงาม จนหลายคนรู้จักเขาในชั่วเวลาเพียงพริบตา
สำคัญไปกว่านั้น “ครูไอซ์” ยังทำลายความเชื่อที่ว่า “ชีวิตแม้เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้” อย่างไม่ปฏิเสธ เพราะดั่งที่ทุกคนทราบดี ข้อจำกัดเรื่องการมองเห็นเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำรงชีวิต
การใช้ชีวิต การอ่านหนังสือ และการทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่ด้วยวิวัฒนาการของเครื่องมือต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือผู้พิการทางสายตาให้สามารถดำรงชีวิตอยู่มีการพัฒนามากขึ้น จึงน่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ผู้พิการทุกประเภทดำรงชีวิตเยี่ยงคนปกติมีศักดิ์ศรี มีความเท่าเทียม ซึ่งเหมือนกับ “ครูไอซ์” ในวันนี้ ในวันที่เขาเพิ่งจะเริ่มต้นวิชาชีพครูก็ตาม แต่กระนั้น เมื่อมีใครถามว่า อีก 5 ปี ครูไอซ์จะยังเป็นครูอยู่ไหม ?
เขากลับตอบอย่างรวดเร็วว่า…ไม่ว่าจะกี่ปีผ่านไป ผมยังเป็นครูอย่างแน่นอน
“เพราะผมฝันมาตั้งแต่เด็ก ๆ และวันนี้ผมมาถึงฝั่งฝันระดับหนึ่งแล้ว ผมต้องรักษาความฝันของผมไว้ให้ยาวนานที่สุด เพื่อที่แม่และครอบครัวจะได้ภูมิใจในตัวผม เพราะท่านเสียสละเพื่อผมมานานมากแล้ว ต่อไปนี้ผมจะทำเพื่อท่านบ้าง”
อันเป็นคำตอบของ “ครูไอซ์” ที่เล่าผ่านสื่อออนไลน์แห่งหนึ่ง
ที่ฟังแล้ว…ไม่ธรรมดาจริง ๆ