พาณิชย์สั่งทูตพาณิชย์จับตานำ “ปลากัดไทย” ไปจดสิทธิบัตร
พาณิชย์พร้อมสั่งการสำนักงานพาณิชย์ทั่วโลกสอดส่องดูแลการนำ “ปลากัดไทย” ไปจดสิทธิบัตร หวังอ้างความเป็นเจ้าของ หลังจาก ครม.มีมติให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้กำชับให้สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศให้เร่งประชาสัมพันธ์และแจ้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศต่างๆ เพื่อให้ทราบว่า ปัจจุบันปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย ซึ่งไม่ควรมีบุคคลใดนำไปจดทะเบียนสิทธิบัตรเพื่ออ้างความเป็นเจ้าของ เพราะบางประเทศอนุญาตให้นำสัตว์ไปจดทะเบียนสิทธิบัตรได้ จึงต้องเฝ้าระวัง แม้ว่าจะมีกระบวนการคัดค้านและเพิกถอนการจดทะเบียนตามขั้นตอนของกฎหมายภายในประเทศนั้นๆ อยู่ แต่อาจจะเสียเวลาและมีปัญหา
“ชาวต่างชาติไม่สามารถนำปลากัดไทยไปจดทะเบียนสิทธิบัตรเพื่ออ้างความเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวได้ เพราะตามกฎหมายสิทธิบัตรไทยได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าสัตว์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถขอรับสิทธิบัตรได้ แต่หากเป็นการคิดกรรมวิธีใหม่ เช่น กรรมวิธีใหม่ในการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ ก็สามารถนำมาขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรได้ ซึ่งผู้ประดิษฐ์หรือนักวิจัยไทยก็สามารถดำเนินการได้เช่นกัน แต่กรณีในต่างประเทศ มีบางประเทศให้จดได้ ก็ต้องตามดู และคัดค้านและขอให้เพิกถอนทันที หากมีใครนำปลากัดไปจดสิทธิบัตร”
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญายังอยู่ในระหว่างดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลทรัพยากรพันธุกรรมที่อยู่ในความดูแลของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะสามารถนำไปใช้ประโยน์ในการตรวจสอบคำขอรับสิทธิบัตรเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบนำทรัพยากรพันธุกรรมของไทยไปใช้โดยไม่ชอบด้วย
นางสาวชุติมากล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังได้เสนอร่าง พ.ร.บสิทธิบัตร (ฉบับที่..) พ.ศ. … ซึ่งได้รับความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2562 มีสาระสำคัญส่วนหนึ่งกำหนดให้ผู้ขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่มีการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมต้องเปิดเผยแหล่งที่มาและการแบ่งปันผลประโยชน์ให้แก่เจ้าของทรัพยากรพันธุกรรมนั้น ในคำขอรับสิทธิบัตร เพื่อป้องกันปัญหาการขโมยทรัพยากรพันธุกรรมไปใช้ประโยชน์โดยไม่ชอบ หรือที่เรียกว่าปัญหาโจรสลัดชีวภาพ (Bio-Piracy)
นอกจากนี้ ไทยยังเดินหน้าเจรจา เร่งรัด และผลักดันให้มีการจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองทรัพยากรทางพันธุกรรมภายใต้กรอบองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) โดยหากการเจรจาจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวเป็นผลสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศและชุมชนที่เป็นเจ้าของทรัพยากรพันธุกรรมเป็นอย่างมาก