หุ้นไทยแกว่งตัวกรอบแคบ โบรกฯแนะระวังแรงขายจากงบ Q4/61 ต่ำกว่าคาด
นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันที่ 21 ก.พ.62 ว่า ดัชีปิดตลาดที่ระดับ 1,647.32 จุด เพิ่มขึ้น 1.94 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.12% และมีมูลค่าการซื้อขายรวม 44,510.11 ล้านบาท โดยดัชนีวันนี้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 1,651.80 จุด และ 1,642.49 จุด หรือราว 10 จุด เนื่องจากไม่มีประเด็นใหม่ ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ที่เข้ามาขับเคลื่อนตลาด
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยแวดล้อมที่ต้องติดตามต่อ คือ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/61 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่จะมีการประกาศต่อเนื่องไปจนถึงสัปดาห์หน้า โดยฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่ากำไร Q4/61 ของ บจ. อาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 2.5 แสนล้านบาท โดยที่ผ่านมามีการประกาศออกมาแล้วราวครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาด (Market Cap) ทั้งหมด ซึ่งอยู่ที่ 9.7 หมื่นล้านบาท หรือยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่คาดการณ์เอาไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกลุ่มพลังงานโดยเฉพาะ กลุ่มโรงกลั่น และกลุ่มปิโตรเคมี ที่เผชิญกับการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (stock loss) ในไตรมาส 4/61
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่าปัจจัยดังกล่าวจะเป็นทั้งปัจจัยทางบวกและลบต่อตลาด เนื่องจากราคาหุ้นของ บจ. อาจเผชิญกับ Sell on Fact แต่ในทางกลับกัน นักลงทุนที่ต้องการเข้าลงทุน สามารถทยอยสะสมในขณะที่ราคาหุ้นถูก Sell on Fact ลงมาต่ำได้ อีกทั้งกลุ่มปิโตรเคมี ที่คาดว่าผลประกอบการในไตรมาส 4/61 ผ่านจุดต่ำสุด (Bottom Out) ไปแล้ว จึงคาดว่าจะกลับมาทำกำไรได้ใน Q1/62
ส่วนปัจจัยอื่นๆ ได้แก่ การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่มีการพูดคุยกันในระดับรัฐมนตรีช่วย ไม่ได้เป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อตลาดมากนัก และการเมืองในประเทศที่ยังคงต้องติดตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในกรณียุบพรรคไทยรัษาชาติ (ทษช.) ดังนั้น ยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในช่วงนี้ จึงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีวันที่ 22 ก.พ.62 ที่บริเวณแนวรับ 1,635 จุด และแนวต้านที่ 1,650 จุด โดยมองว่าดัชนีจะแกว่งในกรอบแคบ หรือแกว่งไซด์เวย์ (Sideway) ออกข้าง ด้านกลยุทธ์การลงทุนยังคงทิศทางเดิม คือ เน้นลงทุนในกลุ่มที่มีปันผลสูง ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แนะนำ LH, กลุ่มบันเทิง แนะนำ MAJOR, กลุ่มเช่าซื้อ/ลีสซิ่ง แนะนำ THANI และกลุ่มธนาคาร แนะนำ BBL