นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมคณะกรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่าแม้ช่วงใกล้เลือกตั้งข้าราชการเกียร์ว่าง ดังนั้นครึ่งแรกของปี 2562 นี้จะเต็มไปด้วยความผันผวน ไม่มีพลัง เพราะทุกคนหยุดดู การลงทุนทั้งในและต่างประเทศก็หยุดดู การขับเคลื่อนก็ไม่มีพลังเหมือนปีที่ผ่านมา แต่เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะประคองครึ่งปีนี้ให้ผ่านไปได้
จนเมื่อถึงหลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.นี้ ถ้ามีสัญญาณความต่อเนื่องของนโยบาย เชื่อว่าครึ่งหลังของปีนี้เศรษฐกิจไทยจะไปได้ต่อเนื่องแน่นอน เพราะยังคงมีโครงการลงทุนอยู่ในมือ โดยเฉพาะเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่อยู่ระหว่างการแข่งขันประมูล ทั้งโครงการท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 โครงการสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า EEC ได้เกิดแล้ว
ขณะที่การส่งออกครึ่งปีหลังก็ไม่น่าจะเลวร้ายไปกว่าครึ่งปีแรก การบริโภคภายในก็จะดีขึ้น การผลิตภาคอุตสากรรมขยายตัว การท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่น เมื่อทุกภาคส่วนมั่นใจขึ้นรับรองว่าเศรษฐกิจไปได้แน่นอน
ขณะเดียวกัน พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง เห็นได้จากเศรษฐกิจไทยปี 2561 ปีที่ผ่านมาเติบโต 4.1% มีเงินสำรอง 2.05 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หนี้สาธารณะกว่า 40% เงินเฟ้อ 1% ดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลชำระเงินเกินดุล ปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) 3 ไตรมาส 8.7 ล้านล้านบาท เติบโตจากปีก่อน 11% กำไรบริษัทจดทะเบียนในตลท. 8 แสนกว่าล้านบาท เติบโต 16% กำไรสุทธิ 7 แสนกว่าล้านบาท
ทั้งนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกและท่ามกลางการส่งออกที่ถดถอยเช่นนี้ แต่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยยังโตได้ขนาดนี้แสดงว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี ถ้าแบบนี้ไม่ดีแล้วอย่างไรจึงเรียกว่าดี ลองนึกย้อนไป 10 ปีที่ผ่านมามีอะไรดีบ้าง ที่ผ่านๆ มาทำอะไรถึงจะได้เท่านี้ เรามัวเสียเวลาตีกันตั้ง 6-7 ปี นี่เป็นครั้งแรกธนาคารโลก (เวิล์ดแบงก์) ชมเชยเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี มีความสมดุลสามารถประคับประคองภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะต้านปัจจัยลบได้
อย่างไรก็ตามการที่ค่าเงินบาทแข็ง สะท้อนความเข้มแข็งของพื้นฐานเศรษฐกิจไทย เพราะไทยมีความสงบและมีเสถียรภาพเป็นสวรรค์ของนักลงทุน โดยขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมาตรการดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนอยู่แล้ว แต่ปรากฎว่าผู้ประกอบการไม่ทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน จึงต้องยอมรับว่าได้อย่างก็เสียอย่าง จะได้ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย
และขณะนี้ SMEs ไทยน่าเป็นห่วงมาก เพราะยังไม่มีการปรับตัวโดยเฉพาะโชห่วย ถ้าไม่ช่วยกันรับรองได้อีก 5 ปีจะไม่เหลือโชห่วยให้เห็นแล้ว ในส่วนของภาคการเกษตรก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้มีต้นทุนที่ต่ำลง โดยนำเทคโนโลยีและการวิจัยมาใช้ เน้นพัฒนาเรื่องการแปรรูปสินค้าและผลิตภัณฑ์ ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าการเกษตร เชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยวเข้ามาเสริมจึงจะอยู่ได้
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 4.1% หากรัฐบาลใหม่มีการลงทุนต่อเนื่อง ไม่มีการทะเลาะกัน นักลงทุนก็จะเข้ามาลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่สานต่อจากรัฐบาลเก่า โดยเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องภายในประเทศ