ภาวะตลาดครึ่งแรก ของปี 2019 และนัยต่อไป
คอลัมน์ ลงทุนทั่วโลก
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม บลจ.วรรณ
ในเดือนแรกของปีนี้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงได้ปรับเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อน เช่น ดัชนีหุ้นโลก (MSCI ACWI) บวกมาถึง 8% ดัชนีหุ้นไทยเพิ่มประมาณ 5% ราคาสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้หรือทองคำล้วนบวกต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนส่วนหนึ่งเริ่มคลายความกังวลใจหลังจากที่พบเห็นการขาดทุนในการลงทุนในปีที่แล้ว ไม่ว่านักลงทุนท่านนั้นจะเน้นการลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ก็ตาม
อันที่จริงการที่ผลตอบแทนทั้งตราสารหนี้และหุ้นติดลบพร้อม ๆ กันในปีเดียวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากมาก และบ่งชี้ชัดเจนว่าภาวะตลาดในปีที่แล้วนั้นผันผวนสูงมาก แม้ว่านักลงทุนท่านนั้นจะลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ก็ตาม
ผมได้เคยอธิบายสาเหตุของความผันผวนตลาดในปีที่แล้วไปแล้วว่ามาจากการที่เราอยู่ในปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ และช่วงต้นของวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางผนวกกับความขัดแย้งในความสัมพันธ์ทางการค้าของสหรัฐและจีน ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลสูงสุด ในโลกมีส่วนเพิ่มความผันผวนของตลาดในปีที่แล้วให้สูงขึ้นมากอย่างผิดปกติ
ทว่า ในต้นปีนี้เราเห็นความชัดเจนอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 3 เรื่องที่เป็นผลบวกระยะสั้นต่อตลาด เรื่องแรกคือ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ว่าจะอดทนต่อความร้อนแรงของเศรษฐกิจสหรัฐด้วยการไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอาจจะทยอยลดขนาดของงบดุลแทนที่จะลดขนาดของงบดุลในระดับ ที่มากดังที่เคยคาดกันมา เรื่องที่ 2 ข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน น่าจะได้สรุปเป็นส่วนใหญ่ และจะลดความขัดแย้งของ 2 ชาตินี้ ได้ในระยะสั้น แต่ในระยะกลางและยาวผมคิดว่านักลงทุนน่าจะเข้าใจได้ว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่จีนกำลังขึ้นมาท้าทายสหรัฐ เพราะฉะนั้น หมดความขัดแย้งประเด็นนี้จะมีประเด็นใหม่มาเช่นกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับโลกเมื่อ 30 ปีก่อนที่มีขั้วอำนาจเป็นสหรัฐและโซเวียต จะพบว่าในอดีตมีความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศมากกว่าปัจจุบันมาก แต่ตลาดหุ้นและการลงทุนในอดีตยังไปได้ด้วยดี
เรื่องที่ 3 การกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ซึ่งในปีนี้น่าจะมีมาตรการออกมาต่อเนื่องหลังจากที่ตัวเลขเศรษฐกิจจีนจำนวนมากล่าสุดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนกำลังดิ่งลง โดยจีนเป็นชาติที่มีทรัพยากรทางการเงินและการคลังมหาศาล เมื่อเศรษฐกิจจีนกำลังจะขยายตัวต่ำกว่ากรอบที่กำหนดโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นที่เข้าใจได้ว่ามาตรการกระตุ้นจีนต้องออกมาอย่างแน่นอนแต่อาจจะไม่ใช่มาตรการที่ออกมาเป็นชุดใหญ่และครั้งเดียวจบ เช่น 10 กว่าปีก่อนที่ออกมาตรการในวงเงิน 4 ล้านล้านหยวนมาครั้งเดียว แต่ในปัจจุบันนี้น่าจะเป็นมาตรการในวงเงินที่ไม่สูงเท่าแต่ออกมาต่อเนื่องและตรงจุดมากขึ้นเพื่อไม่ให้ปัญหาหนี้เสียในอนาคตของจีนกลับมาคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจจีน
เมื่อระยะสั้นมีข่าวดีและปัจจัยบวกเช่นนี้ นัยต่อนักลงทุนคืออะไร ผมคาดว่าในระยะสั้นตลาดหุ้นประเทศเกิดใหม่ (EM) น่าจะยังบวกต่อเนื่อง หลังจากที่ปีที่แล้วปรับลงไปมาก ขณะที่ระยะกลางเรายังอยู่ในปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่าภาพระยะกลางของสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้นยังมีแรงกดดันจากปัจจัยพื้นฐานคือแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง
ดังนั้น นักลงทุนระยะกลางถึงยาวในช่วงนี้ยังคงยึดมั่นการจัดสรรการลงทุนในหลายสินทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต ขณะที่นักลงทุนระยะสั้นควรตระหนักว่าในปลายวัฏจักร traders ที่ทำกำไรได้มักจะขายทำกำไรโดยเอาเงินต้นออกมาด้วย เช่น ลงทุนไป 100 บาท ได้กำไรมา 20 บาท ถ้าเป็นรอบก่อน ๆ หรือปีก่อน ๆ จะทำกำไรเอาเงินเฉพาะส่วนกำไรออกที่ 20 บาท และเก็บเงินลงทุนหรือเงินต้นที่ 100 บาท ไว้ทำให้การปรับฐานเป็นไปไม่รุนแรงมาก และตลาดกลับมาฟื้นตัวได้ในเวลาไม่นาน
แต่รอบนี้หรือจากนี้ไปด้วยปัจจัยพื้นฐานระยะกลางที่ไม่สดใสนัก การ “ขายทำกำไร” อาจจะขายเอาเงินต้นออกมาด้วย เช่นเงินลงทุนบวกกำไรที่ 120 บาท อาจจะถูกขายออกหมดทั้ง 120 บาท หรือเป็นส่วนใหญ่ของ 120 บาทที่ถูกขายออกมา เช่น 80 หรือ 100 บาท เป็นต้น
เพราะฉะนั้น นักลงทุนระยะสั้นวินัยในการลงทุนและจุดทำกำไรจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากจากนี้ไป ขณะที่นักลงทุนระยะยาวควรเน้นไปที่การจัดสรรการลงทุนหรือหุ้นปันผลและทยอยเข้าลงทุนในสินทรัพย์พื้นฐานดีเมื่อตลาดปรับลงมาก