“พีทีจี เอ็นเนอยี” รับลูกรัฐลุยใช้ B20 เดินเครื่องจักรลุยไบโอดีเซลป้อนโรงกลั่น ลั่นปี”62 เทงบฯ 2,500 ล้านบาท ขยายปั๊ม 2,000 ปั๊ม รั้งเบอร์ 2 ส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกน้ำมัน พร้อมเร่งสปีดธุรกิจ nonoil ต่อยอดแฟรนไชส์กาแฟพันธุ์ไทย
นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มให้บริการน้ำมันไบโอดีเซล เกรดพิเศษ หรือบี 20 แล้ว 1 สาขา และจะขยายเพิ่มอีกเร็ว ๆ นี้ โดยพีทีจีเล็งเห็นถึงความต้องการใช้ที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน ประกอบกับเป็นนโยบายรัฐบาลที่จะช่วยลดปัญหามลพิษได้ในระยะยาว ทั้งนี้ ในปีนี้บริษัทยังตั้งเป้าเดินเครื่องจักรเพื่อผลิตไบโอดีเซลขายให้โรงกลั่นให้เต็มที่ 100% จากปัจจุบันอยู่ที่ 60% เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตและความต้องการใช้ในอนาคต และจะสอดรับกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2018)
ขณะที่แผนธุรกิจปี 2562 บริษัทได้ตั้งงบฯลงทุนไว้ 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง 2,500 ล้านบาท ธุรกิจ nonoil โดยเฉพาะ LPG อยู่ที่ 500 ล้านบาท และธุรกิจใหม่ 500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างทำแผนศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ และตั้งเป้าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันและรายได้จะเติบโต 20% จาก 4,000 เป็น 4,800 ล้านลิตร และคาดว่าจะมีกำไรเติบโตเพิ่มขึ้น40-50% จากปี 2561 จากปัจจัยยอดขายที่เพิ่มขึ้นของสถานีบริการเดิม และวางแผนขยายสถานีบริการใหม่ให้เพิ่มขึ้น 116 สาขา จาก 1,884 เป็น 2,000 สาขา
“ในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา พีทีจีได้ขยับส่วนแบ่งทางการตลาดของน้ำมันผ่านสถานีบริการขึ้นมาเป็นอันดับ 2(อันดับ 1 ปตท.) ซึ่งปีนี้มุ่งเน้นที่จะรักษาอันดับไว้ให้ได้และเน้นการขยายสาขาไปในพื้นที่ที่สามารถรองรับการให้บริการnonoil ด้วยในส่วนของธุรกิจ nonoilจะยังคงรักษายอดขายและเป็นจุดแข็งให้เติบโตได้ 55-60% จากปีที่แล้วโดยมีแผนขยายสาขาและมีแผนเพิ่มสัดส่วนโดยการสร้างเครือข่ายของธุรกิจกาแฟซึ่งในปีนี้จะเป็นปีแรกที่พีทีจีจะเริ่มขยายแฟรนไชส์ของร้านกาแฟพันธุ์ไทยทั่วประเทศ โดยยอดปี 2561 ร้านกาแฟพันธุ์ไทยอยู่ที่ 187 สาขา และร้าน Coffee World มีทั้งหมด 82 สาขา อนาคตจะขยายเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย โดยมั่นใจว่าจะเพิ่มยอดขายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 20%”
นายพิทักษ์ฉายภาพธุรกิจพีทีจีในช่วง 3 ปี 2562-2564 นี้จะมีกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ทั้งน้ำมันและรูปแบบน็อนออยล์ เช่น การเตรียมเปิดตัวแคมเปญให้สิทธิประโยชน์จากบัตรเติมน้ำมัน PT Max Card ซึ่งจะร่วมกับพันธมิตร 100 รายทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกให้ได้ 20 ล้านสมาชิก
สำหรับกระแสการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้นยืนยันว่ายังไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจน้ำมันแต่อย่างใด เพราะราคาขายรถยนต์ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 2 ล้านบาทต่อคัน อีกทั้งยังมีประชาชนใช้งานจำนวนไม่มาก รวมถึงหากจะมีการใช้ระยะยาวต้องไม่ต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของประเทศมีแผนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง จึงยังมีความเชื่อมั่นและมีการเติบโตในอนาคตเพราะความต้องการน้ำมันยังคงสูงอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการขยายเศรษฐกิจในอนาคตด้วย